SEO เทคนิคโปรโมทงานฟรีแลนซ์

ฟรีแลนซ์ (Freelance) คือ อาชีพรับจ้างอิสระที่ได้รับความนิยมมากในปัจจุบัน เนื่องจากเป็นอาชีพที่ไม่ต้องทำงานอยู่ภายในหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง ซึ่งผู้ที่เหมาะกับอาชีพฟรีแลนซ์ควรมีลักษณะนิสัยที่มีความรับผิดชอบและมีความอดทนสูง เพราะงานค่อนข้างหนักและต้องทำให้เสร็จภายในระยะเวลาที่กำหนด

ในปัจจุบันบริษัทหลายแห่งเลือกใช้ฟรีแลนซ์ในการทำงานเฉพาะทางเป็นครั้งคราวมากกว่าการจ้างพนักงานประจำ เพราะมีค่าใช้จ่ายน้อยกว่าการจ้างพนักงานประจำ ทำให้ฟรีแลนซ์จึงมีความสำคัญมากขึ้นเรื่อย ๆ แต่สำหรับฟรีแลนซ์มือใหม่ที่เพิ่งก้าวเข้าสู่วงการ การหาลูกค้าที่จะจ้างงาน จำเป็นต้องใช้เทคนิค SEO เพื่อโปรโมทตัวเองให้เป็นที่รู้จักก่อน ซึ่งวิธีโปรโมทผลงานสามารถทำได้ ดังนี้

ทำเทคนิค SEO โปรโมทผลงาน

ออกแบบเว็บไซต์สำหรับโปรโมทงานด้วยโปรแกรมสำเร็จรูปอย่าง WordPress โดยชื่อเว็บไซต์ควรมีความเป็นเอกลักษณ์ สั้น กระชับเพื่อให้เกิดการจดจำ

กรอกข้อมูลการสำคัญ เขียนคำอธิบายเว็บไซต์ รวมถึงช่องทางการติดต่อให้ครบถ้วน โดยในส่วนของคำอธิบายเว็บไซต์ควรแทรก Keyword เอาไว้เพื่อดึงดูดกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย

ทำ Resume ให้ดูน่าสนใจและบอกถึงความสามารถของตัวเองให้ครอบคลุมที่สุด เพื่อให้ลูกค้าใช้ในการตัดสินใจหากมีความสนใจจะจ้างงาน

บอกรายละเอียดงานที่รับจ้างทำลงเว็บไซต์ โดยเขียนราคาค่าจ้างคร่าว ๆ เอาไว้ด้วยเพื่อให้ลูกค้าได้กะงบประมาณที่เหมาะสม

อัปโหลดบทความสาระความรู้โดยแทรกคีย์เวิร์ดเอาไว้ในอัตราส่วน 1% ของจำนวนคำทั้งหมดในบทความ โดยจำนวนคำที่เหมาะสมในการเขียนบทความควรเขียนให้มากกว่า 300 คำเสมอ และอัปโหลดบทความใหม่ในทุกวัน เพื่อให้เว็บไซต์มีการเคลื่อนไหว นอกจากนี้หากต้องการแทรกรูปภาพลงในบทความเพื่อให้บทความดูน่าสนใจ ควรเริ่มที่การเซฟชื่อไฟล์รูปด้วย Keyword และเขียนคำอธิบายรูป หรือ Alt image ด้วย Keyword เพื่อให้ Search Engine เข้าใจว่าเป็นรูปเกี่ยวกับอะไร

หากต้องการยกระดับเว็บไซต์ควรทำ Clip VDO เพื่อโพสต์ลงคู่กับบทความเอาไว้ให้ลูกค้าที่ไม่ต้องการอ่านบทความยาว ๆ โดยเนื้อหาของ VDO อาจเป็นแนวรีวิวลักษณะการทำงานของตัวเอง หรือวิดีโอให้ความรู้ ซึ่งนำเนื้อหาในบทความมาทำเป็นวิดีโอแทน หรืออาจเพิ่มแพลตฟอร์ม Podcast เข้าไปด้วย เพื่อให้เว็บไซต์มีความทันสมัยก้าวทันโลกยุคปัจจุบัน

SEO หรือ Search Engine Optimization เป็นเทคนิคโปรโมทงานที่ดีที่สุดสำหรับฟรีแลนซ์ เนื่องจากการ Upload Content ที่น่าสนใจต่าง ๆ จะทำให้ลูกค้ามีความเชื่อมั่นในฝีมือการทำงานมากขึ้น รวมถึงเป็นช่องทางที่สามารถหารายได้เสริมจากการขายพื้นที่โฆษณาให้กับแบรนด์หรือผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องได้ด้วย

การทำ SEO เป็นความรู้ที่ฟรีแลนซ์ควรทราบและควรทำ เพื่อให้ลูกค้ากลุ่มเป้าหมายได้ทราบถึงฝีมือ การไม่ทำเว็บไซต์ในปัจจุบันก็เหมือนการเปิดร้านอยู่ในซอยตันที่แม้จะมีฝีมือแต่ก็ไม่มีคนหาเจอ ดังนั้น SEO จะทำให้คุณกลายเป็นที่รู้จักและมีงานเข้ามาไม่ขาดสาย

ทำเทคนิค SEO โปรโมทผลงาน

อาชีพที่ต้องเกี่ยวข้องกับ SEO มีอะไรบ้าง

SEO หรือ Search Engine Optimization เป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้เว็บไซต์ทุกประเภทสามารถขึ้นมาติดอันดับบนหน้าแรกของ Search Engine ได้ การติดอันดับบนหน้าแรกของ Search Engine จะส่งผลให้เป้าหมายของเว็บไซต์ประสบความสำเร็จ

หลักของการทำ SEO มีจุดเริ่มต้นที่การเลือก Keyword ที่มีกลุ่มเป้าหมายค้นหาปริมาณมาก แต่มีอัตราการแข่งขันต่ำ จากนั้นนำ Keyword มาทำเป็น Content ที่น่าสนใจเพื่อดึงดูดกลุ่มเป้าหมายที่เว็บไซต์แต่ละประเภทต้องการ โดยต้องทำ Content ที่น่าสนใจและมีความสดใหม่ออกมาอย่างสม่ำเสมอ

สำหรับคนที่ไม่เคยทำเว็บไซต์อาจไม่เข้าใจและไม่รู้ว่า SEO จะสามารถทำเป็นอาชีพได้อย่างไร? ซึ่งอาชีพที่ต้องเกี่ยวข้องกับการทำ SEO มีดังนี้

การทำ SEO เกี่ยวข้องกับอาชีพไหนบ้าง

นักการตลาดออนไลน์ – ทุกบริษัท ห้าง ร้าน ย่อมต้องการพื้นที่โฆษณาที่ดีที่สุดเพื่อให้ยอดขายเพิ่มสูงขึ้น ในอดีตพื้นที่โฆษณาที่ดีมักจะต้องเสียเงินจำนวนมากเพื่อจ่ายให้กับช่องโทรทัศน์และแทรกในรายการทีวีชื่อดังต่าง ๆ แต่ในปัจจุบันพื้นที่โฆษณาที่ดีที่สุดต้องอยู่บนอินเทอร์เน็ต ซึ่งการทำให้เว็บไซต์ของบริษัท ห้างหรือร้านเหล่านั้นได้ยอดขายมากที่สุดต้องพึ่งนักการตลาดช่วยทำให้เว็บไซต์ติดอันดับบนหน้าแรกของ Search Engine

แม่ค้าหรือพ่อค้าออนไลน์ – อาชีพพ่อค้าหรือแม่ค้าออนไลน์ เป็นอาชีพที่ได้รับความสนใจมากในปัจจุบัน เนื่องจากอาชีพนี้เป็นอาชีพอิสระที่สามารถสร้างรายได้เป็นกอบเป็นกำมากมายและสามารถเริ่มต้นได้ง่ายกว่าในอดีตมาก แต่เมื่อตั้งร้านค้าออนไลน์การทำเว็บไซต์ให้กับร้าน จะช่วยให้ยอดขายเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัวและยังได้รับความไว้วางใจจากลูกค้ากลุ่มเป้าหมายมากกว่าด้วย

นัก SEO หรือฟรีแลนซ์รับทำ SEO – เป็นอาชีพที่ต้องมีความรู้เรื่อง SEO ระดับโปร โดยนัก SEO เป็นอาชีพที่ต้องแก้ปัญหาให้กับเว็บไซต์ที่ต้องการปรับแก้ SEO ให้มีความถูกต้อง ตรงจุดมากขึ้นและทำให้เว็บไซต์ขึ้นมาติดอันดับบนหน้าแรกของ Search Engine ซึ่งนัก SEO จะแตกต่างกับนักการตลาดออนไลน์ตรงที่ นัก SEO จะทำงานเกี่ยวกับ SEO โดยตรง แต่นักการตลาดออนไลน์จะดูแล Social Media เป็นหลัก

นักเขียนบทความ SEO – มีผู้ประกอบอาชีพนี้จำนวนมากในปัจจุบัน แต่มีจำนวนผู้ที่เขียนบทความ SEO ได้เพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น เป็นเพราะการเขียนบทความที่มี Keyword ตายตัวมีความยากกว่าการเขียนบทความทั่วไปมาก โดยนักเขียน บทความ SEO จะเขียนเรื่องทั่วไปให้สามารถเกี่ยวข้องกับสินค้าหรือบริการที่ถูกว่าจ้างมาได้

Youtuber – การทำช่องยูทูปก็จำเป็นที่ต้องเรียนรู้เรื่องหลักการทำ SEO พื้นฐาน เนื่องจากการทำให้ช่องติดอันดับบน Search Engine ย่อมทำให้มียอดวิวมากกว่า เพื่อเปิดโอกาสในพื้นที่ธุรกิจที่มากขึ้นด้วย

ในความเป็นจริงแล้ว SEO เกี่ยวข้องกับอีกหลายอาชีพ เนื่องจากการทำเว็บไซต์ไม่ได้เป็นเรื่องที่ยุ่งยากอีกต่อไป ไม่ว่าใครก็สามารถทำได้ ทำให้ความรู้ SEO จึงเป็นหนึ่งความรู้ที่คนรุ่นใหม่ควรเรียนรู้เอาไว้ เพื่อเสริมศักยภาพของธุรกิจบนโลกออนไลน์ให้เหนือคู่แข่ง

การทำ SEO เกี่ยวข้องกับอาชีพไหนบ้าง

จะตั้งชื่อบทความ SEO ให้น่าสนใจ ต้องทำอย่างไร

บทความ SEO เป็นส่วนประกอบที่สำคัญในเว็บไซต์ออนไลน์ทุกแห่ง เพราะสอดคล้องกับหลักการ SEO หรือ search engine optimization ที่ Google คิดค้น และทำให้เพิ่มการเข้าถึงลูกค้าเป้าหมาย ช่วยในการสร้างแบรนด์ให้เป็นที่รู้จัก และเพิ่มยอดขายสินค้าให้มากขึ้นได้ การตั้งชื่อบทความ SEO จึงเป็นส่วนสำคัญทำให้ดึงดูดใจกลุ่มลูกค้า ให้คลิกเข้ามาชมรายละเอียดและสั่งซื้อสินค้าจากเว็บไซต์ของคุณได้

การตั้งชื่อบทความ SEO ที่คุณสามารถเรียนรู้ได้ เพื่อทำให้น่าสนใจขึ้น มีดังนี้

ตั้งชื่อไว้หลายหัวข้อ เพื่อเลือกอีกทีหนึ่ง

การตั้งชื่อบทความไม่ได้จบเพียงแค่ตั้งชื่อบทความเดียวแล้วใช้ได้เลย ควรที่จะคิดหลาย ๆ หัวเรื่อง โดยใส่ keyword SEO เดียวกัน เพื่อคัดชื่อที่ถูกใจที่สุดและคิดว่าเข้ากับเนื้อหาของบทความมากที่สุดตัวอย่างเช่น คุณต้องการเขียนเรื่องโทรศัพท์ มือถือ Huawei รุ่นใหม่ ก็สามารถตั้งชื่อได้ว่า มาแล้วหัวเหว่ย 2020 ของมันต้องมี หรือ ไม่อยากพลาดของดีราคาถูก Huawei 2020 มาแล้ว หรือ หัวเหว่ย 2020 มีอะไรดี ทำไมเซียนมือถือต้องยอม เป็นต้น แล้วค่อยเลือกแบบที่คุณถูกใจมากที่สุดไปใช้จริง

ใส่ตัวเลขใกล้ ๆ keyword

มีการเก็บสถิติด้วยระบบอัลกอริทึ่มแล้วพบว่า การตั้งชื่อที่ใส่ตัวเลขในหัวข้อบทความ ร่วมกับ keyword SEO จะเป็นการดึงดูดความสนใจของผู้คนได้ดีกว่าการเขียนตัวอักษรเพียงอย่างเดียว จากผลการวิเคราะห์พบว่า หัวข้อที่มีการใส่ตัวเลขนั้น จะกระตุ้นให้ผู้อ่าน 1 ใน 3 คน ตัดสินใจ คลิกเข้ามาดูมากขึ้น ซึ่งมักจะเป็นบทความที่เกี่ยวข้องกับการเรียนรู้วิธี เทคนิค วิธีแก้ปัญหา ฯลฯ ที่ กลุ่มเป้าหมายกำลังมองหาอยู่ ทั้งนี้ คนจะสนใจเลขคี่ 1 3 5 7 มากกว่าเลขคู่ ด้วย

ใส่คำที่ตรงใจคนอ่าน

ต้องใส่คำที่จูงใจคนอ่านอยู่เสมอ เช่น ฟรี ราคาถูก ขั้นเทพ สุดยอด ที่สุด ห้ามพลาด ต้องมี ฯลฯ ตามหลักจิตวิทยาแล้ว คำเหล่านี้จะช่วยกระตุ้นให้คนหยุดคิด และตัดสินใจคลิกดูรายละเอียดมากขึ้น ซึ่งเป็นผลเดียวกันในทุกเพศทุกวัย นอกจากนี้ คำที่คนกำลังนิยมใน Hashtag ต่าง ๆ อย่างเช่น ของมันต้องมี ก็สามารถใส่ในกรณีที่ต้องการกระตุ้นยอดซื้อสินค้าแนวแฟชั่น อุปกรณ์ไอที เสื้อผ้ารองเท้า มือถือ ฯลฯ ได้เป็นอย่างดีด้วย

การตั้งชื่อบทความ SEO ที่น่าสนใจ เป็นสิ่งที่สามารถศึกษาและเรียนรู้ได้ เพียงเข้าใจหลักจิตวิทยาทางการตลาด และนำไปปรับใช้เสมอ ๆ จะสามารถดึงดูดความสนใจให้ผู้อ่านคลิกเข้ามาดูบทความของคุณได้

อย่างไรก็ตาม จุดสำคัญ คือ การใส่ใจคุณภาพของเนื้อหา ที่ผู้เขียนต้องตั้งใจผลิตบทความที่มีคุณภาพ ค้นหาเทรนด์ใหม่ ๆ มาเล่าเสมอ การมีเนื้อหาที่น่าสนใจทันสมัยตลอดเวลา จะทำให้ผู้อ่านประทับใจและเกิดการสั่งซื้อสินค้าของคุณได้มากขึ้นด้วย

การตั้งชื่อบทความ SEO ที่คุณสามารถเรียนรู้ได้

SERPs คืออะไร มีประโยชน์อย่างไรต่อเว็บไซต์ SEO

การทำเว็บไซต์ SEO นอกจากการใช้เครื่องมือตัวช่วยเสริมคุณภาพอย่าง wordpress และ yoast SEO แล้ว ฯลฯ จำเป็นต้องมีการศึกษาเปรียบเทียบจากเว็บไซต์ทางธุรกิจอื่น ๆ เพื่อเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันทางการค้าออนไลน์มากขึ้นด้วย

ซึ่ง Google SERPs เป็นหน้าจอรวมผลการสืบค้นหลังจากพิมพ์หาด้วยคีย์เวิร์ดหนึ่ง ๆ ซึ่งผู้ทำเว็บไซต์ทุกคนสามารถเรียนรู้เป็นกรณีศึกษาในประเด็นต่าง ๆ เพื่อเอามาต่อยอดพัฒนาเว็บไซต์ตัวเองให้ดีขึ้นได้

Google SERPs ย่อมาจากคำว่า Search Engine Result Pages ประกอบไปด้วยข้อมูล 2 ส่วน คือ

1. ส่วน organic SERPs

แสดงผลเว็บไซต์ SEO ที่ระบบ Google จัดลำดับจากข้อมูลสะสมทั้งด้าน On-page และ off-page SEO ของเว็บไซต์คุณภาพสูงไปต่ำ โดยทั่วไปแล้วเว็บไซต์ 1-10 อันดับที่อยู่ในหน้าแรกจะมีคุณสมบัติตรงตามหลัก SEO กว่าเว็บไซต์ที่อยู่ในหน้าหลัง ๆ

2. ส่วน Paid SERPs

หรือที่เรียกว่าสปอนเซอร์ลิงก์ หมายถึงเว็บไซต์ที่มีการประมูลพื้นที่โฆษณา มักจะปรากฏอยู่ทางด้านบนหรือล่างของหน้าต่างการสืบค้น

การทำเว็บไซต์ SEO โดยทั่วไปมุ่งเน้นผลระยะยาว และประหยัดค่าใช้จ่ายในการโฆษณา ผู้ที่พัฒนาเว็บไซต์ SEO อย่างต่อเนื่อง จะมีอันดับด้านบน ๆ ของ organic Google SERPs ได้ยาวนาน

ซึ่งหลักเกณฑ์ที่ระบบ algorithm ของ Google ใช้ในการคัดเลือกจัดวางลำดับเว็บไซต์ SEO ในส่วน organic SERPs ที่สำคัญ ได้แก่

1. ชื่อเรื่องหรือ title

ชื่อเรื่องจะปรากฏเป็นส่วนแรกให้คนเห็น หากตั้งชื่อได้น่าสนใจก็จะกระตุ้นให้มีคนคลิกเข้าไปในเว็บไซต์ เป็นการเพิ่มค่า Traffic หรือว่า Total clicks ในเว็บไซต์

2. Meta Description

คือ บทคัดย่อความยาวประมาณ 100 คำ เป็นตัวอักษรขนาดเล็กอยู่ใต้หัวข้อ Title เป็นการบอกคร่าว ๆ ว่าหากคลิกเข้ามาแล้วจะเจอเนื้อหาใดบ้าง

3. Keyword

ใน 1 บทความของแต่ละหน้าไม่ควรมี keyword เกิน 3 คำ และใส่ซ้ำไม่เกิน 4-5 ตำแหน่งต่อบทความ 1000 คำ แนะนำให้ใช้คีย์เวิร์ดที่มาจากการวิเคราะห์ด้วย Google keyword planner จะช่วยให้บทความมีประสิทธิภาพสื่อสารถึงผู้อ่านได้ดียิ่งขึ้น

4. ความยาว

ยิ่งเนื้อหายาว 1000-2000 คำ ก็จะยิ่งเพิ่มระดับ SEO ได้ดีขึ้น ถ้ามีการวิเคราะห์ประเด็นในเชิงลึกและกว้าง ก็จะเป็นประโยชน์ต่อผู้อ่าน สร้างความดึงดูดใจและเป็นเอกลักษณ์ให้กับเว็บไซต์ด้วย

หากคุณต้องการทดสอบ ให้ลองพิมพ์ keyword ที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจของคุณลงไป หากเจอเว็บไซต์ตัวเองอยู่ในอันดับ 1-10 ของหน้าแรกแสดงว่าทำ SEO มาเหมาะสมแล้ว แต่หากเจอแต่เว็บไซต์ของคู่แข่ง ให้พิจารณาจากประเด็นที่เรากล่าวมา จะทำให้เห็นทิศทางที่ควรพัฒนาเว็บไซต์ตัวเองได้

หากรู้หลักการในการทำเว็บไซต์ SEO ที่ดี และมาศึกษาตัวอย่างจากเว็บไซต์ที่ประสบความสำเร็จใน Google SERPs ดังที่ปรากฏอยู่ในอันดับต้น ๆ เสมอ ก็จะช่วยให้คุณเห็นภาพที่ชัดเจน และนำไปปรับปรุงเพื่อเพิ่มยอดขายและขยายฐานลูกค้าให้กับเว็บไซต์ธุรกิจของตัวเองได้มากขึ้น

Google SERPs เป็นหน้าจอรวมผลการสืบค้น

ปัญหา 404 Page not found หรือเปิดหน้าเพจไม่ได้ เป็นสิ่งที่กระทบต่อความเชื่อมั่นของแบรนด์ และทำให้อันดับ SEO ในการสืบค้นของเว็บไซต์ลดลง จึงต้องคอยตรวจสอบปัญหาความผิดพลาด 404 Error นี้ เพื่อแก้ไขอย่างรวดเร็วอยู่เสมอ

สาเหตุที่ทำให้เกิดปัญหา 404 Page not found ได้แก่

การปรับแก้ไขเว็บไซต์ใหม่โดยใช้โดเมนเดิม ทำให้ URL address ที่เคยบันทึกไว้ในหน้าสารบัญหรือ index ของ Google นั้น สูญหายไป

มีการแก้ไขชื่อของเพจ ไม่ว่าจากไทยเป็นอังกฤษ หรือ อังกฤษเป็นไทย ทำให้มีการเชื่อมโยงที่ผิดพลาดได้

จากการใช้ตัว Demo หรือว่าชุดทดลองของ WordPress ในการทำเพจในเว็บไซต์ช่วงแรก ซึ่งเมื่อมีการแก้ไขในระยะต่อมา ทำให้เปิดลิงก์ไม่ได้

โดยเบื้องต้น ให้เจ้าของเว็บไซต์ ตรวจสอบหา 404 Error โดยเข้าไปที่ Google Search Console ว่ามี 404 Page not found อยู่ในเว็บไซต์ของคุณหรือไม่ โดยจะปรากฏอยู่ในหัวข้อที่เรียกว่า Crawl Error

เมื่อมีปัญหา 404 Page not found จะต้องย้ายที่อยู่ URL address จากหน้าที่มีปัญหา หรือที่เรียกว่า source URL ไปสู่ Target URL ใหม่ ซึ่งผู้ดูแลเว็บไซต์สามารถที่จะใช้ plugin หลายชนิด เพื่อแก้ปัญหานี้ได้ เช่น

1. Plugin Redirections

เป็นปลั๊กอินที่ถูกออกแบบมาให้ใช้งานได้ฟรีเพื่อแก้ไขปัญหานี้โดยเฉพาะ โดยให้เข้าไปที่หัวข้อ Tools หลังจากนั้นเลือกหัวข้อ Direction แล้วทำการเปลี่ยน URL address เสียใหม่ และกดยืนยันคำสั่งด้วย คำว่า Add Direction หลังจากนั้นให้ไปกดที่ Mark as Fixed ของ Google Search Console เพื่อเป็นการยืนยันกับระบบ Google อีกครั้งหนึ่ง

2. Plugin Yoast SEO Premium

เป็นปลั๊กอินที่ให้ความสะดวกในการแก้ไข 404 Page Not Found อย่างมาก แต่ก็ต้องมีค่าใช้จ่ายที่ตามมา หากเป็นแบบ Yoast SEO เวอร์ชั่นฟรี จะไม่สามารถใช้ได้

โดยให้เข้าไปที่หัวข้อ Search Console และนำรหัสเฉพาะออกมา เพื่อที่จะคัดลอกลิงก์ URL address ที่มีปัญหาออกจาก Google โดยคลิกที่ตำแหน่งช่องที่เขียนว่า Get Google Authorization Code จึงจะเข้าสู่โหมดแก้ไขแก้ไข 404 Error ได้ในหมวด 301 Redirect โดยไม่ต้องไปดำเนินการใด ๆ ใน Google Search Console อีก จึงนับว่าเป็นช่องทางที่สะดวกมากกว่าการใช้ plugin ชนิดแรก

3. Plugin Rank Math SEO

เป็นปลั๊กอินรุ่นใหม่ที่สามารถดาวน์โหลดใช้งานได้ฟรี โดยสามารถแก้ URL address ที่มีปัญหาได้ในฟังก์ชัน Redirections ซึ่งหลังการแก้ไขแล้ว ให้กด activate ยืนยัน โดยสามารถดูการเปลี่ยนแปลง URL ได้โดยการเข้าในฟังก์ชันเดิมนี้อีกครั้ง จะเห็น URL ที่เพิ่งตั้งค่าใหม่ปรากฏขึ้น

ปัญหา 404 Page not found Error กระทบต่อความเชื่อมั่นของเว็บไซต์ และส่งผลให้ธุรกิจมีอันดับการสืบค้นลดลง ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการคัดกรองคุณภาพเว็บไซต์ด้วยระบบอัลกอริทึมใน Google ผู้ดูแลเว็บไซต์จึงต้องหมั่นตรวจสอบและเรียนรู้การใช้งาน plugin ที่มีประสิทธิภาพในการแก้ไขปัญหานี้อย่างรวดเร็วและสะดวกต่อการใช้งานที่สุด

สาเหตุที่ทำให้เกิดปัญหา 404 Page not found

การทำภาพประกอบเว็บไซต์ SEO แบบมืออาชีพ

การผลิตบทความที่มีคุณภาพเพื่อใช้ใน เว็บไซต์ SEO ควรต้องมีการใส่รูปภาพประกอบ พร้อมด้วยการกำหนดคีย์เวิร์ดตั้งชื่อที่เหมาะสม จึงจะทำให้ผลการวิเคราะห์ด้วยระบบคอมพิวเตอร์อัจฉริยะ หรือ algorithm ใน Google ได้ผลลัพธ์ที่ดี ช่วยในการจัดอันดับเว็บไซต์ให้อยู่ในระดับสูงมากยิ่งขึ้น จะช่วยส่งเสริมประสิทธิภาพในการแข่งขันการธุรกิจรายอื่นได้

วิธีการทำภาพประกอบเว็บไซต์ SEO แบบมืออาชีพที่กูรูด้านการตลาดแนะนำ มีดังนี้

1. การใช้คนในภาพ

การใช้คนในภาพสำคัญต่อการสื่อสารอารมณ์ สร้างความรู้สึกร่วมกับคนอ่านได้ ซึ่งมีการศึกษาวิจัยพบว่าคนส่วนใหญ่จะให้ความชื่นชอบกับรูปภาพที่มีนายแบบนางแบบเป็นคนเชื้อชาติเดียวกันกับตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นเด็กทารก เด็กวัยอนุบาล วัยรุ่น วัยทำงาน จนถึงผู้สูงอายุ หากสามารถเลือกคนมาถ่ายภาพที่มีความคล้ายคลึงกับกลุ่มผู้อ่านเป้าหมายได้ ก็จะทำให้บทความได้รับความนิยมมากขึ้น ทำให้อันดับ SEO ดีตามไปด้วย

2. การกำหนดท่าทางสื่อความหมายภาพ

การกำหนดอิริยาบถของคนในภาพ ควรทำให้ผู้อ่านบทความเห็นความชัดเจน ว่าคนเขาเหล่านั้นต้องการสื่อความหมายอะไร รวมถึงด้านอารมณ์ เช่น สุข ทุกข์ เครียด เสียใจ ฯลฯ ควรสื่อความหมายได้ชัดเจนด้วย ทั้งนี้ การเลือกโทนสีของภาพก็มีความสำคัญในการสื่อความหมาย เช่น มีความสุข เป็นโทนสีสดใส เศร้าจะใช้โทนสีเทาดำ เป็นต้น

3. การตั้งชื่อภาพต้องเหมาะสม

ชื่อภาพที่สื่อถึงสิ่งต่าง ๆ ในภาพ จะช่วยเพิ่มอันดับ SEO ของการสืบค้น ตัวอย่างเช่น ทำเว็บไซต์ด้านสุขภาพที่มีภาพคนเดิน ก็สามารถตั้งชื่อด้วยคำว่า walk exercise health well-being ก็ได้ หรือหากเป็นบทความเรื่องของการลดน้ำหนัก เป็นรูปอาหารเพื่อสุขภาพ หรือผักผลไม้สด ก็ใช้คำว่า clean food, healthy food, fresh fruit, weight loss, fat burn เป็นต้น

4. ใช้ชื่อภาพเป็นภาษาอังกฤษเสมอ

เพื่อป้องกันปัญหาการสะกดผิดหรือตัววรรณยุกต์หล่นหาย เมื่อมีการใช้โปรแกรมปลั๊กอินในการนำส่งข้อมูลอัปโหลดขึ้นสู่ระบบของเว็บไซต์ ที่สำคัญคือคีย์เวิร์ดที่เป็นตัวอักษรภาษาอังกฤษสามารถที่จะเข้าถึงกลุ่มลูกค้าได้ทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ จึงเป็นการสร้างฐานลูกค้าต่างประเทศได้มากยิ่งขึ้น

5. ใช้ Long tail niche keyword ในการตั้งชื่อ

การใช้ keyword ที่ดีควรสื่อความหมายของภาพให้ครบถ้วน ว่าเป็นใคร กำลังทำท่าทางอย่างไร เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในภาพอยู่ที่ไหน มีภาวะอารมณ์อย่างไร เป็นโทนสีอย่างไร ฯลฯ ซึ่งเรียกว่า Long tail niche keyword เพราะมีการวิจัยด้านการตลาดพบว่าจะเข้าถึงลูกค้ากลุ่มเป้าหมายที่จำเพาะเจาะจงมากกว่า ทำให้มีโอกาสประสบความสำเร็จในการขายสินค้าและบริการได้มากขึ้นกว่าการใช้คีย์เวิร์ดสั้น ๆ ที่มีความหมายกว้าง

จะเห็นได้ว่า การถ่ายภาพและตั้งชื่อที่เหมาะสมสำหรับใช้ประกอบบทความ SEO มีประเด็นที่ต้องพิจารณาอย่างลึกซึ้งรอบด้าน หวังว่าคำแนะนำจากกูรูในบทความนี้จะช่วยให้ทุกท่านนำไปปรับใช้ เพื่อส่งเสริมกิจการเว็บไซต์ได้ดียิ่งขึ้น

วิธีการทำภาพประกอบเว็บไซต์ SEO แบบมืออาชีพ

การทำเว็บไซต์ขายของออนไลน์เป็นที่นิยมมากในปัจจุบัน เนื่องจากเป็นช่องทางในการเข้าถึงลูกค้ากลุ่มเป้าหมายได้อย่างใกล้ชิดตลอดเวลา 24 ชั่วโมง ทั้งนี้ด้วยไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่มีการใช้โทรศัพท์มือถือแบบพกพาตลอดเวลา การพัฒนาเว็บไซต์ให้เข้าสู่ระบบ SEO หรือ search engine optimization จึงทำให้อันดับในการสืบค้นดีขึ้น และทำให้มียอดขายสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว

เราจึงได้รวบรวมประโยชน์ที่จะได้รับจากการทำ SEO ให้เว็บไซต์ มาฝากทุกท่าน ดังนี้

1. สร้างความน่าเชื่อถือของเว็บไซต์

มีการวิจัยทางการตลาด ที่พบว่าเว็บไซต์ขายสินค้าออนไลน์ที่อยู่ในอันดับ 1-10 ของหน้าต่างการสืบค้น เมื่อพิมพ์คีย์เวิร์ดหนึ่ง ๆ ลงในช่อง Google search เช่น ร้านขายดอกไม้ออนไลน์ จะได้รับความสนใจจากลูกค้าเป้าหมายมากกว่าเว็บไซต์อันดับรองลงไป โดยเฉพาะอันดับที่ 1-3 ที่จะได้รับความไว้วางใจจากกลุ่มลูกค้าเป้าหมายในการคลิกเข้าไปชมข้อมูลและสั่งซื้อสินค้าอยู่เสมอ

2. สร้างภาพลักษณ์ที่ทันสมัย

เว็บไซต์ที่เปิดมานานกว่า 10 ปี มักจะเป็นรูปแบบเดิมที่ไม่ดึงดูดใจลูกค้าที่เป็นคนรุ่นใหม่ ทำให้ไม่ได้รับความนิยมในการคลิกชมข้อมูลและทำให้มียอดขายน้อย การทำ SEO จะเป็นการพัฒนาทั้งในส่วนโครงสร้าง การปรับโลโก้ สีธีมของเว็บไซต์ การแก้ไขลิงก์ที่ผิดพลาด ตลอดจนการผลิตบทความที่สนับสนุนการขายที่น่าสนใจ ซึ่งเท่ากับเป็นการสร้างภาพลักษณ์ใหม่ที่โดดเด่นสวยงาม ตรงใจกลุ่มผู้บริโภคซึ่งเป็นคนรุ่นใหม่ได้ดียิ่งขึ้น

3. เพิ่มอำนาจการแข่งขัน

หากคุณเป็นนักธุรกิจออนไลน์มือใหม่ ที่เพิ่งเปิดเว็บไซต์ไม่นาน จะพบว่ามีโอกาสน้อยที่จะแข่งขันกับผู้ครองพื้นที่การตลาดของสินค้าประเภทเดียวกันที่ที่เปิดกิจการมานานกว่า วิธีที่จะทำให้มีอำนาจในการแข่งขันได้สูงขึ้น ก็คือ การพัฒนาเว็บไซต์ให้เป็นไปตามระบบ SEO เพราะอัลกอริทึมของ Google และ search engine ต่าง ๆ จะพิจารณาถึงความทันสมัยและการอัปเดตข้อมูลสม่ำเสมอ ธุรกิจใหม่ที่ทำ SEO ให้เว็บไซต์อย่างต่อเนื่อง จึงมีโอกาสแข่งขันได้มากกว่าการไม่ทำ SEO

4. ลดค่าใช้จ่ายในการจ้างประชาสัมพันธ์

การซื้อพื้นที่โฆษณา หรือการจ้างพรีเซ็นเตอร์ เป็นการลงทุนด้านการประชาสัมพันธ์ที่เห็นผลดีแบบชั่วคราว ที่สำคัญคือใช้ต้นทุนสูง เหมาะกับการกระตุ้นยอดขายในเทศกาลสำคัญ เช่น ปีใหม่ คริสต์มาส วาเลนไทน์ ฯลฯ การทำ SEO จึงเป็นเทคนิคการตลาดแบบไม่ต้องเสียค่าโฆษณาให้แก่ search engine หรือจ้างบริษัทโฆษณา อาศัยเพียงระยะเวลาในการสะสมข้อมูลอย่างสม่ำเสมอเท่านั้น

จะเห็นได้ว่า การทำ เว็บไซต์ SEO ให้ประโยชน์หลายด้านแก่ผู้ประกอบธุรกิจออนไลน์ เราหวังว่าบทความนี้ จะช่วยให้ทุกท่านใส่ใจการพัฒนาเว็บไซต์ SEO ด้วยตัวเอง หรือจ้างบริษัทที่มีความน่าเชื่อถือในการทำอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ประสบความสำเร็จทั้งในด้านยอดขายและขยายแบรนด์ได้อย่างต่อเนื่อง

รวบรวมประโยชน์ที่จะได้รับจากการทำ SEO

หากต้องการให้ประสบความสำเร็จในการขายสินค้าออนไลน์อย่างรวดเร็ว การพัฒนาเว็บไซต์ให้เป็นไปตามระบบ SEO (search engine optimization) เป็นสิ่งที่จำเป็นมาก ซึ่งการทำ Meta description ก็นับเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยให้อันดับ SEO สูงขึ้นได้ ควบคู่กับการผลิตบทความ SEO ที่มีคุณภาพ การสร้างลิงก์เชื่อมโยงสู่เว็บไซต์ภายนอก การปรับปรุงโครงสร้างเว็บไซต์ให้ใช้งานง่ายทั้งบนมือถือและคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะ ฯลฯ

Meta description เป็นส่วนสรุปสั้น ๆ ในความยาวที่ 150-160 คำ ซึ่งสรุปย่อจากบทความทั้งเพจ ซึ่งบางบทความนั้น เนื้อหาเต็มอาจมีความยาวถึง 2000 คำ จึงต้องจับประเด็นสำคัญที่สุดที่ต้องการนำเสนอ เพื่อสรุปย่อแบบลัดสั้นให้ผู้อ่านซึ่งเป็นลูกค้าเป้าหมายเข้าใจได้ง่ายในไม่กี่วินาที จึงเท่ากับว่าส่วน Meta description เป็นตัวช่วยให้ผู้ค้ากลุ่มเป้าหมายประเมินได้ดีขึ้นว่า ต้องการอ่านข้อมูลเชิงลึกหรือรายละเอียดสินค้าและบริการในหน้าเพจนั้น ๆ ต่อหรือไม่ (หากต้องการข้อมูลเพิ่มก็จะคลิกเข้ามา)

ข้อดีที่เว็บไซต์ SEO จะได้รับจากการทำ Meta description คือ

1. การเพิ่ม traffic จากผู้ชม

การมี traffic ที่ดี นับว่าเป็นส่วนสำคัญในการทำให้อันดับ SEO สูงขึ้นได้ เนื่องจากผู้อ่านหรือลูกค้ากลุ่มเป้าหมาย มักคลิกเข้ามาหาข้อมูลเพิ่มเติมในเว็บไซต์ที่มี Meta description ที่ชัดเจน โดยเฉพาะข้อมูลเชิงเทคนิคของสินค้ากลุ่มไอที เครื่องใช้ไฟฟ้า รถยนต์ ฯลฯ หากมีการระบุไว้ในส่วน Meta description จะการันตีได้ว่าจะได้รับการเข้ามาชมข้อมูลในเพจมากขึ้นอย่างแน่นอน

2. ทำให้เพิ่มโอกาสในการขายสินค้า

การทำ Meta description จะทำให้ลูกค้ารู้สึกว่าเว็บไซต์ SEO ที่ทำข้อมูลนี้ มีความเป็นมืออาชีพ และอยากคลิกเข้ามาอ่านข้อมูลเพิ่มเติม ซึ่งปฏิเสธไม่ได้ว่าความเชื่อมั่นสำคัญต่อการตัดสินใจซื้อสินค้าและบริการของคนยุคปัจจุบัน ยิ่งเมื่อได้อ่านข้อมูลที่มีคุณภาพจบทั้งหมด ก็มักจะทำให้ทำให้ตัดสินใจซื้อสินค้าและอุดหนุนบริการต่าง ๆ ง่ายขึ้นการทำ Meta description ทำให้เว็บไซต์ SEO ได้ประโยชน์อย่างไรบ้าง

3. ขายสินค้าอื่นในเว็บไซต์เพิ่มได้ด้วย

เนื่องจากในแต่ละเว็บไซต์ SEO จะมีการจะมีการเชื่อมโยงลิงก์ของบทความถึงกัน ซึ่งหากมีการคลิกเข้ามาอ่านข้อมูลหนึ่ง ๆ ก็มักจะเห็นหัวข้อของบทความอื่น ๆ ในเว็บไซต์ตามไปด้วย จึงมีความเป็นไปได้สูงที่ลูกค้ากลุ่มเป้าหมายจะได้อ่านข้อมูลของสินค้าอื่น ๆ ที่คุณมีบริการ ซึ่งผลลัพธ์ที่ดีที่ตามมา คือ จะมีโอกาสได้รับการสั่งสินค้าและบริการที่หลากหลายยิ่งขึ้นไปพร้อมกัน

4. ช่วยส่งเสริมภาพลักษณ์ความเป็นมืออาชีพ

การทำ Meta description ต้องอาศัยความชำนาญและเป็นการสรุปรวบรวมข้อมูลที่กระชับสั้น โดยใช้ภาษาที่น่าเชื่อถือ ภาพลักษณ์ที่ดีของเว็บไซต์จึงปรากฏแก่สายตาของลูกค้ากลุ่มเป้าหมายมากยิ่งขึ้น ประกอบกับข้อมูลของสินค้าที่ครบถ้วนและมีความทันสมัย ก็จะส่งผลให้มีโอกาสที่ลูกค้าจะกลับมาใช้บริการซ้ำอีก เรียกว่าเป็นการเพิ่มลูกค้าประจำและขยายฐานลูกค้าให้กว้างขึ้น

จะเห็นได้ว่า การทำ Meta description เป็นองค์ประกอบที่สำคัญที่ผู้ทำเว็บไซต์ SEO ทุกคนควรศึกษาและปรับปรุงเว็บไซต์ในรายละเอียดส่วนนี้ เพื่อให้เพิ่มยอดขายและขยายฐานลูกค้าได้ดียิ่งขึ้นต่อไป