keyword research ทองคำฉบับสมบูรณ์

ด้วยไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตของคนในยุคปัจจุบันมีความเกี่ยวพันกับ Social media, Search engine และ e – Commerce จนเป็นเรื่องปกติ การเข้าถึงลูกค้าหรือกลุ่มเป้าหมายในโลกออนไลน์จึงเป็นทางเลือกที่มีความจำเป็นต่อธุรกิจทุกภาคส่วนและ keyword research เป็นเครื่องมือสำคัญที่สามารถเพิ่มประสิทธิภาพในการขับเคลื่อนธุรกิจในโลกออนไลน์ได้

keyword research คือ ขั้นตอนในการค้นคว้า “คำค้นหา” ที่ดีที่สุดเพื่อนำมาใช้ในการสร้างสรรค์คอนเทนต์คุณภาพและตอบโจทย์ความต้องการของกลุ่มเป้าหมาย โดยคำค้นหาที่ดีควรมีลักษณะ ดังนี้

  • มีจำนวนการค้นหาเยอะ
  • มีความสามารถในการแข่งขันได้

ทั้งนี้ ลักษณะของคำค้นหาที่ดีเพียงอย่างเดียวไม่ใช่สิ่งที่ทำให้คอนเทนต์มีความน่าสนใจและมีประสิทธิภาพในการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้ เนื่องจากคำค้นหาที่ดีควรถูกนำมาใช้ในบริบทที่เหมาะสม ผู้ใช้งานจึงควรทราบถึงประเภทของคำค้นหาเพื่อให้ทราบถึงความเหมาะสมในการนำไปใช้งานต่อไป โดย Keyword ถูกแบ่งออกเป็น 3 ประเภท คือ

  1. Seed Keyword หรือ คำค้นหาทั่วไป ไม่มีความเฉพาะเจาะจง เช่น กระโปรง, กางเกง, รองเท้า หรือกระเป๋า เป็นต้น คำเหล่านี้ถูกนำมาใช้ในการเรียกชื่อสินค้าหรือบริการต่าง ๆ ในคอนเทนต์
  2. Niche Keyword หรือ คำค้นหาที่มีความเฉพาะเจาะจง เช่น กระโปรงสั้นลายสก็อต, กางเกงขายาว, รองเท้าคัชชู หรือกระเป๋าสะพายข้าง เป็นต้น คำเหล่านี้จะช่วยเพิ่มความเฉพาะเจาะจงมากขึ้น โดยกลุ่มเป้าหมายมักใช้ในการค้นหาข้อมูลเพื่อประกอบการตัดสินใจ
  3. Niche Long Tail Keyword หรือ คำค้นหาที่ตอบโจทย์กลุ่มเป้าหมาย เช่น กระโปรงสั้นลายสก็อตสีแดง ราคา, กางเกง dickies กระบอกใหญ่ หรือกระเป๋าสะพายข้าง Nike เป็นต้น คำค้นหาเหล่านี้มักนำไปสู่การตัดสินใจซื้อสินค้า หรือบริการของกลุ่มเป้าหมาย

โปรแกรมหา keyword คือ เครื่องมือที่ถูกออกแบบมาการทำ keyword research ง่ายขึ้น โดยการทำงานของ Keyword tool จะทำการดึงข้อมูลจาก Search engine และ e-commerce มาเก็บรวบรวมเอาไว้ จากนั้นจะแสดงผลการวิเคราะห์คำที่ผู้ใช้งานต้องการว่าเป็นคำค้นหาที่ดีหรือไม่และมีคำค้นหาอื่น ๆ ที่ใกล้เคียงกันสามารถนำไปใช้งานแทนได้ ซึ่งโปรแกรมหา keyword ฟรี ได้แก่

  • keywordtool.io เว็บไซต์ที่ช่วยอำนวยความสะดวกในการค้นหา Niche Long Tail Keyword ได้ดีมากและยังมีฟังก์ชันแยกหมวดหมู่ Search engine และ e-commerce ให้เลือกเพื่อความแม่นยำยิ่งขึ้น ทั้งนี้ในการใช้งานฟรีเว็บไซต์จะไม่แสดงจำนวนการค้นหาและความยาก – ง่ายในการแข่งขัน แต่ผู้ใช้งานจะได้ไอเดียคำค้นหาที่น่าสนใจเพิ่มมากขึ้น
  • ahrefs.com/keyword-generator โปรแกรมหา Keyword ฟรี ที่ช่วยบอกจำนวนการค้นหาในแต่ละวันและมีฟังก์ชัน Search engine และ e-commerce ยอดนิยมให้เลือกเพื่อความแม่นยำ ทั้งนี้ หากเป็นเวอร์ชันฟรีหากไม่มีการค้นหาคำที่เราต้องการทำ Research ในวันนั้น ๆ โปรแกรมจะไม่แสดงผลลัพท์ให้เห็น
  • neilpatel.com/ubersuggest โปรแกรมหา Keyword ฟรีได้ 3 ครั้งต่อวัน แสดงผลลัพท์ครอบคลุมทั้งจำนวนที่ถูกค้นหาและความยาก – ง่ายในการแข่งขัน เหมาะสำหรับใช้งานควบคู่กับ keywordtool.io แต่โปรแกรมนี้ไม่สามารถเลือก Search engine และ e-commerce ได้

โดยสรุป หากต้องการทำคอนเทนต์ที่มีคุณภาพด้วย Keyword ทองคำ ควรเริ่มต้นด้วยการลิสรายการคำค้นหาที่คิดว่าเกี่ยวข้องกับคอนเทนต์ จากนั้นนำไปเช็คใน โปรแกรมหา keyword อย่าง keywordtool.io หรือ ahrefs.com/keyword-generator ก่อนและจึงนำคำที่คิดว่าน่าสนใจไปหาความยาก – ง่ายในการทำอันดับใน neilpatel.com/ubersuggest เพียงเท่านี้ก็จะทำให้ได้ Keyword ทองคำอย่างที่ต้องการ

หลักการทำงานของ Search Engine ที่มือใหม่ควรรู้

เชื่อว่าหลายคนคงรู้จักการทำ SEO กันมาบ้างแล้ว แต่มีใครรู้หรือไม่ว่า Search Engine นั่นมีหลักในการทำงานอย่างไร เพราะหากรู้หลักการทำงาน ก็จะทำให้การทำ SEO ได้สะดวกและง่ายขึ้น ซึ่งขอยกตัวอย่างหลักการทำงาน Search Engine ของ Google เพราะเป็นเว็บผู้ให้บริการค้นหาข้อมูลในระบบอินเทอร์เน็ตที่ได้รับความนิยมจากผู้ใช้งานมากที่สุดทั่วโลก

Crawling การเก็บข้อมูล

อินเทอร์เน็ตเป็นเครือข่ายที่มีการเชื่อมโยงทุกอย่างบนโลกออนไลน์และมีปริมาณข้อมูลมหาศาลไหลเวียนอยู่เป็นจำนวนมาก การที่จะค้นหาข้อมูลสักอย่างบนโลกออนไลน์จึงไม่ใช่เรื่องง่ายเลย จำเป็นที่จะต้องมีคนคอยรวบรวมข้อมูลเหล่านั้นขึ้นมา นั่นคือ การส่ง Bot หรือที่เรียกกันว่า Crawler กระจายออกไปช่วยกันเก็บข้อมูลไม่ว่าจะเป็นบทความ รูปภาพ เสียงเพลง วิดีโอ ตั้งแต่หน้าแรกจนหน้าสุดท้ายของเว็บ โดยการเก็บข้อมูลดังกล่าวจะต้องทำแบบ non stop ตลอด 24 ชั่วโมง เมื่อได้ข้อมูลของเว็บหนึ่งก็ไปต่ออีกเว็บหนึ่ง แบบไม่ได้หยุดพัก

ทำดัชนีหรือ Index

ภายหลังจากที่ Bot ออกไปรวบรวมข้อมูลเว็บไซต์จากทั่วทุกมุมโลกแล้ว ก็จะนำข้อมูลดังกล่าวกลับมาทำดัชนีหรือ Index เพื่อแบ่งหมวดหมู่แบบแยกย่อยมากที่สุด เพื่อที่จะสามารถค้นหาได้อย่างถูกต้องและรวดเร็วมากที่สุด หากใครที่ใช้งาน Google และสังเกตเมื่อเวลาเราพิมพ์คำที่ต้องการค้นหาลงไป มักจะมีข้อความต่อท้ายขึ้นมาให้อัตโนมัติ นั่นเพราะมีการจัดทำ Index และให้ระบบทำการใส่หมวดหมู่ย่อยต่อท้าย ด้วยการคาดเดาจากคำที่ใช้ค้นหามาต่อท้าย เช่น หากเราพิมพ์คำว่า เครื่อง ก็จะมีเครื่องยนต์, เครื่องคิดเลข, เครื่องซักผ้า, เครื่องจักร ขึ้นมาต่อท้ายจำนวนมาก หากพบคำที่ค้นหาก็สามารถที่จะเลือกได้เลย โดยที่ไม่ต้องพิมพ์เพิ่มเข้าไป

ค้นหาและจัดเรียง

หลังจากที่มีการจัดทำ Index เป็นที่เรียบร้อยจะมีเครื่องมือสำหรับการค้นหาใน Index เพื่อให้ได้ข้อมูลตามที่ Search Engine รับคำสั่งมาเพื่อให้ค้นหา ซึ่งในการค้นหานั้นจะต้องอาศัย Keyword ที่อยู่ในเนื้อหา เช่น หาคำว่า แมว คำว่า แมว อาจอยู่ในเนื้อหาภายในเว็บ, บางอันเป็นชื่อเว็บ, เป็นหัวข้อ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับเว็บไซต์ที่ทำนั้นจะกำหนดคีย์เวิร์ดไว้ตรงส่วนใดของเว็บบ้าง ซึ่งเมื่อค้นหาเจอบางคำอาจเป็นเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับคำว่าแมว เช่น อาหารแมว, กระดิ่งแมว, ของเล่นแมว, เสื้อลายแมว เป็นต้น หาก User มีการเลือกใช้งานลิงก์คำว่า เสื้อลายแมว จากเว็บที่ Search Engine หามาให้ ตัว Bot และระบบประมวลผลจะมีการจดจำและแสดงผลการค้นหาที่ตรงใจมากขึ้น โดยหากผู้ใช้มีการค้นหาคำว่า แมว อีกในอนาคต ก็จะมีการคาดเดาความต้องการล่วงหน้าว่าจะต้องเกี่ยวกับเสื้อผ้า ลวดลายของเสื้อ เป็นต้น

การทำงานของ Search Engine ของ Google มีเพียงแค่ 3 ขั้นตอนเท่านั้น แต่สิ่งที่ดูเหมือนยากคือชุดคำสั่งที่ส่งไปกับ Bot หรือ Crawler คือ เงื่อนไขให้ไปตรวจสอบเว็บไซต์ต่าง ๆ ทั่วโลก ซึ่งคนที่ทำ SEO จะต้องศึกษาเกี่ยวกับกฎ ระเบียบและเงื่อนไขในการค้นหาของ Bot อยู่เสมอ เพื่อนำมาปรับปรุงเว็บไซต์ให้ถูกต้องตามคำแนะนำและข้อกำหนด

seo website

Search Engine Optimization เป็นเทคนิคในการทำให้เว็บไซต์ติดอันดับการค้นหาจาก Search Engine การที่เว็บไซต์ของเราติดหน้าแรกของการค้นหาได้นั้น จะส่งผลดีต่อธุรกิจออนไลน์เป็นอย่างมาก

สำหรับการทำ SEO ของเว็บไซต์ต่าง ๆ นั้น สิ่งหนึ่งที่เป็นที่นิยมก็คือการใช้คีย์เวิร์ด (Keyword) เป็นตัวช่วยในการทำให้ผู้คนพบเจอเว็บไซต์ของเรา โดยการใช้คีย์เวิร์ดนั้นจะนำไปแทรกไว้ในส่วนต่าง ๆ ของการเขียนบทความ รีวิว การนำเสนอข้อมูลผลิตภัณฑ์ เป็นต้น เพราะเวลาที่คนเราต้องการสืบค้นข้อมูลเรื่องใดเรื่องหนึ่ง ก็จะใช้การพิมพ์คำสั้น ๆ เพื่อค้นหาลงใน Search Engine จากนั้นระบบก็จะประมวลผลแสดงบทความที่ตรงกับคำค้นหานั้นขึ้นมา หากเราสามารถทำให้บทความหรือเว็บไซต์แสดงผลได้ในหน้าแรกของการค้นหา โอกาสในการขายสินค้าและบริการก็จะเพิ่มมากขึ้น แต่ถ้าหากเว็บไซต์ของเราไม่ถูกค้นพบก็ไม่ต่างอะไรกับการที่มีหน้าร้านแต่ไม่มีผู้คนเดินผ่าน

เทคนิคการเขียนบทความเพื่อส่งเสริม SEO

ในการเขียนบทความเพื่อการทำ SEO นั้น จำเป็นต้องรู้เทคนิคที่แตกต่างจากบทความทั่วไป ดังนี้

  1. ทุกบทความต้องกำหนดคีย์เวิร์ด คีย์เวิร์ดเปรียบเสมือนกุญแจดอกแรก ที่จะเปิดประตูต้อนรับผู้ชมเข้ามายังเว็บไซต์ของเรา หากบทความไม่มีคีย์เวิร์ด ก็เหมือนการเดินทางที่ไม่มีการกำหนดเส้นทาง ซึ่งจะทำให้ไปไม่ถึงเป้าหมาย
  2. ต้องวิเคราะห์คีย์เวิร์ดให้ดี การวิเคราะห์คีย์เวิร์ดถือเป็นสิ่งที่ต้องให้ความสำคัญ การเลือกใช้คีย์เวิร์ดที่มีผู้คนหามาก จะทำให้มีโอกาสเข้าถึงผู้คนได้มาก ตรงกันข้ามหากเลือกคีย์เวิร์ดที่มีผู้ค้นหาน้อยเกินไป อาจจะเป็นการเสียเวลาสร้างบทความไปโดยเปล่าประโยชน์ เพราะจะไม่มีใครพบบทความของเราเลย
  3. เนื้อหาครอบคลุม เป็นประโยชน์ นอกจากคีย์เวิร์ดแล้ว สิ่งที่ต้องให้ความใส่ใจก็คือเนื้อหาของบทความ ที่ต้องเป็นประโยชน์ต่อผู้อ่าน สามารถแก้ข้อสงสัยได้ หากบทความมีเนื้อหาที่ไม่น่าสนใจ ไม่มีประโยชน์มากพอ ก็จะทำให้ผู้ชมไม่ให้ความสำคัญกับเว็บไซต์ของเรา

การทำ SEO สำคัญกับการทำเว็บไซต์อย่างไร

การที่เราสร้างเว็บไซต์ขึ้นมานั้น สิ่งที่ต้องการก็คือมีผู้ชมเข้ามาสู่เว็บไซต์ของเราให้มากที่สุด เพื่อโอกาสในการสร้างรายได้จากช่องทางออนไลน์ และนี่คือความสำคัญของ SEO ต่อเว็บไซต์

  1. เป็นช่องทางนำผู้คนมาสู่เว็บไซต์
  2. เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายทางธุรกิจ
  3. สร้างแบรนด์ให้เป็นที่รู้จัก
  4. วางแผนการตลาดในอนาคตได้ผ่านการเก็บข้อมูลผู้ชม
  5. ประหยัดงบประมาณในการลงโฆษณา หากเราสามารถทำให้เว็บไซต์ติดอันดับการค้นหาหน้าแรกในเสิร์ชเอ็นจิ้น เช่น Google หรือ Bing เป็นต้น

จากเหตุผลดังกล่าวจะเห็นว่าการทำ SEO นั้น มีความสำคัญต่อการสร้างเว็บไซต์เป็นอย่างมาก หากเราสามารถทำได้ โอกาสทางธุรกิจก็จะเติบโตได้อย่างไม่หยุดยั้งในโลกออนไลน์

ทำเว็บติดอันดับดี ไม่เปลืองงบ

เหตุผลที่เจ้าของกิจการสร้างเว็บไซต์เพื่อทำการตลาดออนไลน์ส่งเสริมให้แบรนด์เป็นที่รู้จักในวงกว้าง ส่งผลให้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายและเปลี่ยนจากผู้เข้าชมกลายเป็นลูกค้าในอนาคต มีเทคนิคการทำ SEO ที่ง่าย แต่มีประสิทธิภาพในการเพิ่มยอดเข้าชมเว็บไซต์ ช่วยให้ติดอันดับที่ดีใน Google แบบไม่เปลืองงบประมาณเหมาะสำหรับสตาร์ทอัพและธุรกิจขนาดเล็ก

ทำ SEO แบบง่ายสำหรับผู้เริ่มต้นคือการส่องกลยุทธ์ของคู่แข่ง เก็บข้อมูลนำมาเป็นแนวทางในการทำ SEO ในเว็บไซต์ของคุณเอง โดยเลือกต้นแบบที่ดีแต่อย่าคัดลอก ควรทำในแบบที่เป็นเอกลักษณ์ของตนเอง

แม้จะยังเป็นธุรกิจสตาร์ทอัพ ไม่ได้เน้นการตลาดคำหลักเช่น บ้านผลบอล แต่ก็จำเป็นต้องเริ่มต้นสร้างเว็บไซต์ที่ออกแบบมาอย่างดี หมายถึงมีโครงสร้างเรียบง่าย จัดหมวดหมู่เป็นระเบียบ เลือกหัวข้อย่อยแต่ละหน้าเว็บอธิบายเนื้อหาในหน้านั้นอย่างชัดเจนช่วยให้ง่ายต่อการค้นหาข้อมูลนำไปยังผลลัพธ์ที่ถูกต้อง

ข้อดีของเว็บไซต์ขนาดเล็กคือโหลดเร็วและปรับแต่งเนื้อหาได้ง่าย มีไฟล์ข้อมูลหรือไฟล์มัลติมีเดียไม่มากนักซึ่งง่ายต่อการค้นหาข้อมูลทำให้พบสิ่งที่ต้องการอย่างรวดเร็ว ไม่เพียงถูกใจผู้คนหาเท่านั้น แต่ยังได้คะแนนดีจากเครื่องมือค้นหาด้วย

เลือกชื่อของเว็บไซต์ ตั้งชื่อและพาดหัวที่อธิบายอย่างถูกต้องว่าแต่ละหน้าเว็บมีเนื้อหาอะไร ช่วยให้ Google และเครื่องมือค้นหาอื่น ๆ จัดแสดงผลลัพธ์ถูกต้องตรงกับความต้องการ อย่าใช้คำที่เกินจริงหรือหลอกลวงผู้อ่านเพราะจะทำให้สูญเสียความไว้วางใจ ผู้อ่านไม่กลับมาใช้เว็บไซต์ซ้ำอีกซึ่งเกิดผลเสียต่ออันดับ SEO

เลือกคีย์เวิร์ดที่เหมาะสม สามารถศึกษาคีย์เวิร์ดจากเว็บไซต์ของคู่แข่งได้ เรียกว่ารู้เขารู้เราทั้งจุดอ่อนและจุดแข็ง ควรค้นหาคำที่ตรงไปตรงมาและชัดเจนที่สุด อย่าลืมเสริมด้วย Longtail Keywords ซึ่งเป็นคีย์เวิร์ดค้นหาที่เจาะจงตรงกับความสนใจของลูกค้าเป้าหมายทำให้ดูเป็นมืออาชีพมากขึ้น

เน้นเฉพาะคีย์เวิร์ดอย่างเดียวไม่ได้ สิ่งสำคัญคือการนำเสนอเนื้อหาที่มีคุณภาพ ข้อมูลถูกต้องและเจาะลึก สามารถตอบคำถามให้ความกระจ่างในเรื่องที่ผู้อ่านอยากรู้ มุ่งเน้นความพอใจทำให้เว็บไซต์เป็นที่ยอมรับ มีผู้กลับมาใช้งานซ้ำอีก ถือเป็นวิธีการทำ SEO ที่มีประสิทธิภาพเพราะเครื่องมือค้นหาให้ความสำคัญกลับมาใช้ซ้ำ ๆ ช่วยเพิ่มอันดับเว็บไซต์ของคุณได้อย่างแน่นอน

อัปเดตข้อมูลโพสต์ลงเว็บไซต์เป็นประจำ ทำให้เนื้อหาสดใหม่มีความทันสมัย ไม่ว่าจะเป็นในรูปแบบของบทความให้ความรู้เกี่ยวกับสินค้าหรือบริการ การแนะนำผลิตภัณฑ์ใหม่ เนื้อหาเจาะลึกและมีประโยชน์มากเท่าไรยิ่งช่วยสร้างความน่าเชื่อถือให้เว็บไซต์มากขึ้น

การใช้ประโยชน์จากโซเชียลมีเดียจะใช้งบประมาณน้อยกว่าการโปรโมทแบรนด์แบบดั้งเดิม โดยแบ่งปันเนื้อหาไปที่ Facebook, Twitter, Instagram หรือเครือข่ายโซเชียลมีเดียอื่น ๆ

เทคนิคการทำ SEO เพิ่มประสิทธิภาพกลไกค้นหาเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อให้เว็บไซต์ได้รับการจัดอันดับที่ดี มีผลให้คนค้นพบเว็บไซต์ของคุณท่ามกลางเว็บไซต์คู่แข่งมากมาย แม้จะยังไม่ปรากฏในผลลัพธ์หน้าแรกของการค้นหา แต่ช่วยให้เว็บไซต์เห็นง่ายขึ้นและเพิ่มจำนวนผู้เข้าชมมากขึ้น ส่งผลให้มีโอกาสขายมากขึ้นซึ่งเป็นหัวใจของธุรกิจนั่นเอง

ไอเดีย สร้างยอดขายด้วย content marketing

ต้องยอมรับว่าการตลาดบนโลกอินเทอร์เน็ตเป็นเครื่องมือสำคัญที่สามารถส่งผลต่อการขยายโอกาสทางธุรกิจในยุคปัจจุบัน เนื่องจากไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตที่เปลี่ยนไปจากเดิมที่คนรับรู้ข่าวสารผ่านหน้าจอโทรทัศน์หรือเสียงจากวิทยุกลายเป็นรับรู้ข่าวสารจาก Social media มากขึ้น โดยการสร้างสรรค์ content marketing ที่มีคุณภาพเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยในการกระตุ้นยอดขายบนโลกออนไลน์อย่างต่อเนื่อง เพราะกลุ่มเป้าหมายรับรู้และสัมผัสถึงความน่าเชื่อถือในสินค้าหรือบริการมากขึ้น

สิ่งสำคัญที่จะช่วยให้การทำ content marketing ประสบความสำเร็จ Content Creator ควรให้ความสำคัญประเด็นสำคัญ 3 ประเด็น คือ

  1. ประเภทของ content marketing การทราบประเภทของคอนเทนต์จะช่วยให้เราสามารถนำประเภทของคอนเทนต์มาวิเคราะห์ว่าคอนเทนต์แบบไหนที่กลุ่มเป้าหมายชื่นชอบและนำมาพัฒนาคอนเทนต์ต่อไป โดย content marketing แบ่งออกเป็น 4 ประเภท คือ โปรโมชั่น (Promotion), คำถาม&คำตอบ (Question & Answer), คำคม (QUOTE) และประโยชน์ (Benefit)
  2. ตัวตนของกลุ่มเป้าหมาย การจะทำคอนเทนต์สำหรับสร้างยอดขายได้อย่างมีประสิทธิภาพ Content Creator ควรวิเคราะห์กลุ่มเป้าหมายที่ต้องการโดยละเอียดเพื่อนำมาปรับใช้ในการสร้างคอนเทนต์ที่เป็นประโยชน์ต่อกลุ่มเป้าหมาย
  3. รู้จุดเด่นของคู่แข่ง ข้อมูลของคู่แข่งมีความสำคัญต่อการขยายโอกาสทางธุรกิจบนโลกออนไลน์เป็นอย่างมาก เพราะการนำข้อมูลของคู่แข็งมาวิเคราะห์หาจุดแข่ง – จุดอ่อน จะทำให้เราสามารถนำสิ่งที่คู่แข่งยังไม่มีหรือมองข้ามไปมาพัฒนาต่อยอดได้

เมื่อทราบถึงประเด็นสำคัญที่ควรรู้เรียบร้อยเราสามารถนำมาสร้างสรรค์เป็นไอเดีย สร้างยอดขายด้วย content marketing ต่อไปได้ ดังนี้

  1. ทำ Review แบรนด์สินค้า/บริการ ของตัวเอง การทำ content review ผลิตภัณฑ์สินค้าหรือบริการ นอกจากจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับแบรนด์แต่ยังช่วยให้ลูกค้าตัดสินใจง่ายขึ้น 
  2. ทำอัลบั้มตอบคำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับสินค้า/บริการ เราสามารถรวบรวมสิ่งที่ลูกค้าสงสัยได้จากการนำชื่อสินค้า/บริการ ไปทำการค้นคว้าใน Keyword Research เพื่อเช็คว่าลูกค้าเกิดข้อสงสัยในเรื่องอะไรบ้างและนำมาทำเป็นคอนเทนต์ในรูปแบบที่ลูกค้าชอบ เช่น ทำเป็นวิดีโอ, รูปภาพ หรือบทความ เป็นต้น
  3. สร้าง Content ในเรื่องที่เกี่ยวข้อง แม้ว่าเราต้องการจะสร้างยอดขายจากสินค้าหรือบริการ แต่เพื่อเป็นการขยายโอกาสทางธุรกิจ เราจึงควรสร้าง Content ที่กลุ่มเป้าหมายกำลังให้ความสนใจเพื่อดึงดูดการเข้าถึง
  4. Content ชวนกลุ่มเป้าหมายมีส่วนร่วม การสร้างคอนเทนต์กระตุ้นให้กลุ่มเป้าหมายมีส่วนร่วมเป็นเทคนิคทางการตลาดที่ช่วยขยายโอกาสในการเข้าถึงไปยังลูกค้าที่ยังไม่รับรู้ถึงแบรนด์ โดยอาจใช้วิธีแชร์แล้วได้รับรางวัลได้

การสร้างสรรค์คอนเทนต์ที่ช่วยเพิ่มยอดขายควรให้ความสำคัญกับประโยชน์ที่กลุ่มเป้าหมายจะได้รับเป็นหลัก ซึ่งจะช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือ, สร้างความเชื่อมั่นและทำให้ลูกค้าไว้ใจในสินค้าและบริการของธุรกิจได้

ทำไมเราจึงควรทำ SEO สายขาว

การทำ SEO หรือการพัฒนาปรับปรุงเว็บไซต์ให้แสดงผลในหน้าแรก ๆ บนกูเกิ้ลเป็นสิ่งที่เว็บไซต์ส่วนใหญ่จำเป็นต้องทำ หากต้องการให้เว็บไซต์เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายมากขึ้น เพื่อนำไปสู่การเติบโตของเว็บไซต์ในระยะยาว

ทั้งนี้การทำ SEO (Search engine optimization) เอง ก็มีแนวทางการทำอยู่หลากหลายแนวทาง โดยหลัก ๆ หากจะเรียกตามภาษาของวงการคนทำงานด้านนี้ก็จะเรียกได้ 3 แนวทางคือ

1. SEO สายขาว

2. SEO สายเทา

3. SEO สายดำ

หากจะถามว่า SEO แต่ละสายต่างกันอย่างไร?

อธิบายอย่างสั้น ๆ ก็คือ SEO สายขาวคือคนที่ทำการพัฒนาปรับปรุงเว็บไซต์เป้าหมายตามกติกาและมารยาทของทางกูเกิ้ล โดยทำทุกอย่างถูกต้องตามระเบียบของสังคมออนไลน์และตามกฎหมายของรัฐ รักษามารยาทการทำงานที่สะอาด ไม่ใช้วิธีการนอกรูปแบบมาทำงานเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ตามที่ต้องการ ซึ่งการทำ SEO สายขาวเป็นงานที่ต้องใช้ระยะเวลาและความอดทนสูง จึงจะทำให้เว็บไซต์เป้าหมายเดินทางไปสู่ความสำเร็จได้อย่างที่คาดหวังไว้

ส่วน SEO สายเทา ก็คือ คนที่ทำการพัฒนาปรับปรุงเว็บไซต์เช่นเดียวกับ SEO สายขาว คือหน้าที่หลักคือการพัฒนาเว็บไซต์ตามกฎ กติกาและมารยาทของกูเกิ้ลและสังคมออนไลน์ แต่มีงานบางส่วนที่ต้องใช้เทคนิคที่ไม่ถูกต้องเข้ามาทำด้วยเหตุผลว่า เว็บไซต์ที่เป็นเป้าหมายของการทำ SEO ทำธุรกิจที่หมิ่นเหม่ต่อกฎหมาย จึงไม่สามารถแสดงตัวบนเว็บไซต์อื่น ๆ เพื่อสร้างลิงค์ได้โดยตรง จึงทำให้จำเป็นต้องทำ Spam หรือ Redirect ขึ้นมาบ้างเพื่อหลบเลี่ยงระบบการตรวจจับของกูเกิ้ล

สุดท้ายคือ SEO สายดำ ซึ่งก็คือการทำทุกวิถีทางเท่าที่ทำได้ โดยส่วนใหญ่จะเป็นเทคนิคที่ผิดกฎหมาย ไม่ตรงตามมารยาทที่ดีของสังคมออนไลน์ เพื่อให้เว็บไซต์เป้าหมายขึ้นไปอยู่หน้าแรกของกูเกิ้ลให้ได้ ซึ่งวิธีการทำงานแบบนี้ในทางปฏิบัติมักจะเห็นผลเร็วแต่ไม่ยั่งยืน เพราะทางระบบตรวจสอบของกูเกิ้ลมีการพัฒนาอยู่ตลอดเวลา เว็บไซต์ที่ได้รับการแสดงผลจากการทำ SEO สายดำอาจจะถูกลงโทษและเสียภาพลักษณ์ในสายตาของผู้ใช้งานในระยะยาว ซึ่งถือว่าไม่คุ้มค่าเลยกับสิ่งที่ได้มาเพียงระยะเวลาสั้น ๆ

เมื่อรู้จักแนวทางการทำ SEO ทั้ง 3 แนวทางไปแล้ว คงพอจะดูออกว่า หากเราต้องการพัฒนาเว็บไซต์ให้มีภาพลักษณ์ที่ดีทั้งต่อผู้บริโภคและระบบของ search engine เอง การสร้างความยั่งยืนของการจัดอันดับเว็บไซต์ด้วยการทำ SEO แบบสายขาวเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด

ถึงแม้ผลลัพธ์ที่เราต้องการอาจจะต้องใช้เวลารอคอยสักหน่อย แต่เชื่อเถอะว่าความคุ้มค่าที่เกิดขึ้นจะทำให้การรอคอยที่เสียไป ไม่เปล่าประโยชน์ การสร้างความน่าเชื่อถือด้วยความถูกต้องตั้งแต่เริ่มต้นเป็นสิ่งที่คนทำธุรกิจทุกคนสมควรจะทำ เหมือนกับภาษิตโบราณกล่าวไว้ว่า “ช้า ๆ ได้พร้าเล่มงาม”นั่นเอง

SEO อีกหนึ่งช่องทางการตลาดออนไลน์ ที่ผู้ประกอบการต้องรู้

ในยุคสมัยที่การแข่งขันทางธุรกิจเป็นไปอย่างดุเดือด ต่างก็งัดเอากลยุทธ์ทางการตลาดที่หลากหลายออกมาใช้เพื่อช่วงชิงส่วนแบ่งทางการตลาดให้ได้มากที่สุด หนึ่งในเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพที่ผู้ประกอบธุรกิจนิยมใช้ นั่นก็คือการทำ SEO (search engine optimization) วันนี้เรามาเรียนรู้พื้นฐานการทำ SEO ไปด้วยกัน

1.ความหมายและความสำคัญของ SEO
เป็นหนึ่งในวิธีทางการตลาดออนไลน์ที่จะทำให้เว็บไซต์ติดอันดับบนหน้าแรกของการค้นหาโดยไม่ต้องเสียเงินค่าโฆษณาให้ Google การจะทำ SEO ให้ประสบความสำเร็จไม่เกี่ยวกับขนาดของเว็บไซต์ว่าเล็กหรือใหญ่ ไม่สนใจว่าเปิดมานานแล้วแค่ไหน ทุกเว็บไซต์สามารถถูกจัดอันดับให้อยู่บนหน้าแรกของ Google ได้ทั้งหมด ถ้าคอนเทนต์นั้นสามารถตอบสนองความต้องการผู้ที่กำลังค้นหาข้อมูลได้

2.จุดเริ่มต้นการใช้ SEO ใน Google
นับตั้งแต่ปี 1998 ที่สุดยอดคู่หูอัจริยะลาร์รี่ เพจ (Larry Page) และเซอร์เก บริน (sergey Brin) ได้คิดค้นระบบปฏิบัติการค้นหาเว็บไซต์ (search engine) หรือ Google ขึ้นมาได้ โดยการใช้โปรแกรมที่เรียกว่า bot เข้าไปเก็บรวบรวมข้อมูลจากเว็บไซต์ที่มีอยู่ทั่วโลกมาทำดัชนีและนำเสนอรายการเว็บไซต์ที่เกี่ยวข้องและตรงประเด็นต่อผู้ค้นหาข้อมูล ทำให้ในเวลาต่อมาการค้นหาข้อมูลก็ไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป

3.มีเว็บไซต์เป็นของตนเองหรือใช้บริการบล็อกฟรี ก็สามารถทำ SEO ได้
การที่จะนำ SEO มาใช้ในการตลาดออนไลน์ได้นั้น ผู้ประกอบการจะมีเว็บไซต์เป็นของตนเองก่อนหรือไม่ก็ได้ มีทางเลือก เช่น เปิดเว็บกับผู้ให้บริการฟรี อย่าง wordpress, blogspot หรือแฟนเพจ Facebook เพราะการมีเว็บไซต์เป็นของตนเองจะมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม ไม่ว่าจะเป็นค่าจัดทำ ค่าโดเมน (ชื่อที่อยู่เว็บไซต์) ค่าเช่าโฮสติ้ง (คอมพิวเตอร์ที่เก็บไฟล์) ค่าบริหารจัดการเว็บไซต์ และอื่น ๆ อีกจิปาถะ ราคาถูกแพงขึ้นอยู่กับเนื้องาน โดยสามารถเจรจาต่อรองกับผู้รับจ้างได้

หากผู้ประกอบการรายใดจะทำเว็บไซต์เป็นของตนเองเพื่อส่งเสริมการขาย ต้องคำนึงถึงค่าใช้จ่ายในส่วนนี้ด้วย ยังไม่นับรวมค่าจ้างสร้างคอนเทนต์อีกต่างหาก แต่หากสร้างเว็บไซต์เองได้ด้วย ก็จะช่วยลดค่าใช้จ่ายในส่วนนี้ลงไปได้มาก

4.ทำไมผู้ประกอบการไทยต้องทำ SEO ?
เพราะ SEO เป็นหนึ่งในกระบวนการทางการตลาดเพื่อเพิ่มยอดขายหรือสร้างผลกำไรให้ผู้ประกอบการนั่นเอง

5.ประเมินความคุ้มค่า
การนำ SEO เข้ามาใช้งานช่วงเริ่มต้นนั้นมีค่าใช้จ่ายมาก มีขั้นตอนในการจัดทำยุ่งยากพอสมควร อาจไม่เหมาะกับเจ้าของกิจการรายเล็ก ๆ ที่มีเงินทุนไม่มาก แต่ถ้าหากมองถึงความคุ้มค่าในอนาคตแล้ว การนำ SEO เข้ามาใช้เพื่อเพิ่มยอดขายก็ถือว่าเป็นทางเลือกที่ดี

แม้ว่า SEO เป็นช่องทางการตลาดที่มีประสิทธิภาพ แต่ถ้าเจ้าของกิจการรายใดมีความรู้ไม่มากพอ ควรศึกษาหาข้อมูลให้ดีก่อนคิดตัดสินใจลงทุนหรืออาจขอคำปรึกษาจากมืออาชีพก็จะทำให้ประหยัดเงินและเวลาได้มาก เพราะถ้าวางแผนไม่ดี แทนที่จะเป็นผลดีต่อธุรกิจก็อาจกลายเป็นภาระค่าใช้จ่ายที่ต้องแบกรับในอนาคตก็เป็นได้

ทำเพจรับงานใน Fastwork ต้องทำ SEO อย่างไร

หลายคนที่อยากหาอาชีพเสริมด้วยการเป็นฟรีแลนซ์ Fastwork ถือว่าเป็นแหล่งรวมการจ้างงานสำหรับทุกคนที่เป็นคนไทย โดยปัจจุบันมีจำนวนฟรีแลนซ์หลายพันคนที่มีเพจรับงานทุกวัน เรามาดูกันว่าหากคุณต้องการให้เพจรับงานของคุณเป็นที่รู้จัก ถูกแสดงอยู่ในอันดับต้น ๆ คุณจะต้องทำอย่างไร

1.ตอบคำถามอย่างรวดเร็ว
ความรวดเร็วในการตอบหลังจากที่มีคนทักทายเข้ามาทางระบบข้อความ เพื่อสอบถามการจ้างงาน เป็นส่วนสำคัญเบื้องต้นที่สร้างความประทับใจ แสดงถึงความกระตือรือร้นและความพร้อมที่จะรับงานอยู่เสมอ จึงควรตั้งค่าโทรศัพท์ให้ระบบแจ้งเตือนแบบมีเสียง เพื่อจะได้ตอบได้ทันทีที่มีการทักมา ทั้งนี้ ตัวเลขนาทีที่รอคอยการตอบนี้ จะปรากฏในหน้าเพจของฟรีแลนซ์แต่ละคนด้วย

2.เปอร์เซ็นต์การจ้างงานสำเร็จ
การคำนวณจำนวนออเดอร์ที่ทำงานสำเร็จหารด้วยจำนวนครั้งของการสอบถาม เป็นเปอร์เซ็นต์ที่บอกถึงความเป็นมืออาชีพของฟรีแลนซ์ ที่มีสามารถบริหารจัดการรับงานได้แทบทุกรูปแบบ

3.ราคาเฉลี่ยของการขายงาน
การตั้งราคาถูกเพื่อจูงใจให้คนจ้างงาน ไม่ใช่ข้อดีเสมอไปของการทำงานในระบบฟรีแลนซ์ Fastwork เพราะราคาเฉลี่ยที่ต่ำ ย่อมทำให้คุณได้คะแนน SEO ที่น้อยลงไปด้วยและคุณก็ทำงานเหนื่อยไม่คุ้มค่าตอบแทน และอย่าลืมว่า ต้องหักเปอร์เซ็นต์ให้ค่าระบบอำนวยความสะดวกของ Fastwork เริ่มต้นที่ 17% ด้วย หากไม่คิดค่างานเผื่อไว้ในส่วนนี้ มุ่งแต่ตั้งราคาขายงานที่ต่ำที่สุด คุณอาจจะได้ค่าเหนื่อยไม่คุ้มกับผลงานที่ทำออกไป

4.ดาวรีวิวความพอใจ
เป็นผลจากงานที่ทำสำเร็จในอดีต หลังจากที่มีการปิดงานลูกค้าไป ระบบจะมีการเชิญชวนให้ผู้จ้างงานรีวิวผลงานของเพจร้านผ่านดาว 5 ดวง หากได้ความพึงพอใจมาก ก็ได้ดาวเต็ม 5 ดวงไปเลย ถ้าได้คะแนนรวมสะสมจำนวนมากเท่าไร ก็ทำให้เพจร้านมีความน่าเชื่อถือว่าสามารถผลิตผลงานดี ๆ ออกมาให้ลูกค้าได้

5.ทำปกและอัลบั้มรูปบนหน้าเพจให้สวย
ปกและรูปผลงานใส่ได้ถึง 20 รูป ฟรีแลนซ์ควรใส่รูปตัวอย่างผลงาน และเลือกพื้นหลังภาพให้สวยงาม ใส่ใจขนาดตัวอักษรและใส่รายละเอียดที่ไม่มากเกินไปจนรกสายตา จะเป็นตัวกระตุ้นสำคัญ ที่ทำให้คนอยากคลิกเข้ามาจ้างงานและสอบถามข้อมูล

ระบบ SEO อยู่ในทุกแพลตฟอร์ม โดยเป็นตัวคัดกรองคุณภาพของคนทำงานหรือเจ้าของเพจได้เป็นอย่างดี หากคุณต้องการมีรายได้เพิ่มในระบบ Fastwork ก็ต้องใส่ใจในสิ่งทุกอย่างที่กล่าวมาอย่างต่อเนื่อง จะทำให้คุณมีรายได้เสริมสม่ำเสมอแน่นอน

อัปเดตเทคนิค ปรับ SEO on page ประจำปี 2564

ด้วยความสำคัญของการทำเว็บไซต์ที่มีประโยชน์ในการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายในการสร้างชื่อเสียง ความน่าเชื่อถือ หรือเพิ่มยอดขายทำให้มีจำนวนผู้ที่สนใจทำ SEO หรือ Search engine optimization หรือเครื่องมือเพิ่มประสิทธิภาพการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายบนโลกออนไลน์ผ่านเว็บไซต์ค้นหาข้อมูล มากยิ่งขึ้น ซึ่ง SEO on page เป็นองค์ประกอบสำคัญที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพให้กับเว็บไซต์มากยิ่งขึ้นและช่วยให้มีจำนวนผู้เข้าสู่เว็บไซต์มากขึ้นด้วย

เทคนิคที่ช่วยปรับ SEO on page ประจำปี 2564

1.พัฒนาคอนเทนต์ให้มีคุณภาพ
การสร้างคอนเทนต์ที่มีคุณภาพ หมายถึง การสร้างคอนเทนต์ที่มีประโยชน์กับผู้ใช้งาน (Users) และตอบโจทย์ข้อกำหนดของ Search Engine เริ่มต้นด้วยการเลือก Keyword หรือ คำค้นหา ที่มีจำนวนผู้ค้นหาเยอะและมีผู้แข่งขันน้อย โดยเราสามารถวิเคราะห์คีย์เวิร์ดที่ต้องการได้ด้วยเครื่องมือที่ช่วยในการเลือกคำค้นหาที่มีประสิทธิภาพมีหลายเว็บไซต์ เช่น Ubersuggest,Keyword Tool และ Semrush เป็นต้น เมื่อได้คีย์เวิร์ดที่ต้องการจึงนำคีย์เวิร์ดมาใช้ในการสร้างคอนเทนต์และโพสต์คอนเทนต์ลงเว็บไซต์อย่างสม่ำเสมอ ซึ่งการค้นหาคีย์เวิร์ดที่ดีที่สุดมาเพียงคีย์เวิร์ดเดียวและนำมาสร้างเป็นบทความหรือวิดีโอจะช่วยให้เกิดการเข้าถึงเว็บไซต์ได้มีประสิทธิภาพมากที่สุด

2.ไม่มองข้ามความสำคัญของ Meta Tags
Meta Tags คือ คำอธิบายเว็บไซต์ที่แบ่งออกเป็น 4 ประเภทหลัก ๆ ด้วยกัน คือ Title Meta Tags หัวข้อบทความ, Meta Description คำอธิบายใต้หัวข้อบทความอย่างย่อ, Alternative Text (ALT) Tag คำอธิบายรูปภาพและ Meta Viewpoint ฟังก์ชันที่ช่วยกำหนดการแสดงผลให้เข้ากับอุปกรณ์แต่ละประเภท

3.จัดลำดับ Heading Tag ให้ถูกต้อง
“Heading Tag” คือ การจัดลำดับหัวข้อบทความโดยเรียงลำดับตั้งแต่หัวข้อหลักไปยังหัวข้อย่อยที่มีความสำคัญเป็นลำดับรองลงมา โดยในแต่ละ Heading Tag ควรแทรกด้วย Keyword เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการติดอันดับบนหน้าแรกของ Search Engine สาเหตุที่ทำให้ Heading Tag มีผลต่อการเพิ่มประสิทธิภาพในการทำ SEO เพราะช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถอ่านข้อมูลได้ง่าย ซึ่ง Search Engine จะมองว่าบทความดังกล่าวมีเนื้อหาที่เป็นประโยชน์ ง่ายต่อการทำความเข้าใจและง่ายต่อการเก็บข้อมูล

4.ใช้รูปภาพหรืออินโฟกราฟิกเพื่อสร้างความน่าสนใจ
การใช้ภาพอินโฟกราฟิกจะช่วยให้หน้าบทความมีความสวยงาม น่าสนใจและช่วยในการสรุปข้อมูลที่มีรายละเอียดเยอะให้มีความน่าสนใจและสามารถทำความเข้าใจได้ง่ายมากขึ้น โดยภาพที่ดีควรมีขนาดพอเหมาะและสามารถปรับขนาดตามอุปกรณ์ได้อย่างเหมาะสม รวมถึงมีการตั้งชื่อรูปภาพด้วย Keyword เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำ SEO

การปรับ SEO On Page ด้วยเทคนิคทั้ง 4 ข้อ จะช่วยในการแสดงผลบนหน้าแรกและทำให้อันดับเลื่อนขึ้น ซึ่งมีผลต่อการสร้างปริมาณการเข้าถึงเว็บไซต์และช่วยกระตุ้นยอดขายสินค้าหรือบริการบนเว็บไซต์ให้มากยิ่งขึ้น

เทคนิคการเขียน Headline ดึงดูดใจ ดัน SEO ติดอันดับสูง

เว็บไซต์และสื่อออนไลน์ในปัจจุบันมีอยู่มากมายจนยากที่เว็บไซต์ของคุณจะโดดเด่นเป็นที่รู้จัก แม้จะมีการออกแบบโครงสร้างเว็บไซต์อย่างดี อัดแน่นไปด้วยบทความน่าสนใจและมีประโยชน์ แต่ทำไมไม่มีคนเข้ามาอ่าน สาเหตุอาจเป็นเพราะชื่อเรื่องหรือ Headline นั้นไม่โดนใจมากพอ ถ้าต้องการจุดกระแสให้คนเข้ามาอ่านบทความและทำให้เว็บไซต์มีความเคลื่อนไหวมากขึ้น ซึ่งมีผลต่อการเลื่อนอันดับ SEO แนะนำให้เรียนรู้เทคนิคการเขียนหัวข้อบทความให้น่าสนใจและคนอยากคลิกเข้าอ่าน ดังนี้

1.การตั้งหัวข้อแบบ How to เช่น วิธีการง่าย ๆ ที่จะดึงดูดผู้อ่านที่ต้องการรับรู้ข้อมูลหรือเรียนรู้วิธีการต่าง ๆ จูงใจให้คนคลิกเข้าไปอ่านเพื่อหาคำตอบที่พอใจ การตั้งชื่อ How to จึงเป็นการเจาะลึกความต้องการของผู้อ่านโดยตรง สำหรับการตั้งชื่อบทความให้เน้นการแนะนำวิธีลัดช่วยประหยัดเวลา เช่น

  • ขั้นตอนง่าย ๆ ที่ช่วยให้ได้ผลลัพธ์ที่มีประสิทธิภาพ
  • ขั้นตอนที่ทำให้ประสบความสำเร็จอย่างรวดเร็วตรงตามเป้าหมาย

2.การตั้งหัวข้อเกี่ยวกับเคล็ดลับและเส้นทางสู่ความสำเร็จ เช่น “5 เทคนิคการเพิ่มยอดขาย” จะช่วยดึงดูดความสนใจจากผู้อ่านที่ต้องการคำแนะนำข้อมูลดี ๆ หรือมีตัวอย่างที่ช่วยให้มีโอกาสก้าวไปสู่เส้นทางความสำเร็จง่ายและเร็วขึ้น

3.การตั้งชื่อบทความด้วยคำถาม ใคร ทำอย่างไร ทำไม ช่วยไขข้อสงสัย ทำให้ผู้ที่กำลังค้นหาคำตอบ คลิกเข้ามาอ่านบทความมากขึ้น

4.การตั้งชื่อบทความที่จะช่วยให้ผู้อ่านเตรียมรับมือกับปัญหา หรือหลีกเลี่ยงไม่ให้เกิดปัญหาขึ้น เช่น

  • ถ้าไม่ทำอย่างนี้อาจต้องเจอปัญหาอะไรบ้าง
  • อย่าด่วนตัดสินใจ ถ้ายังไม่ได้อ่านตรงนี้
  • ความจริงเกี่ยวกับธุรกิจนี้ที่คุณไม่เคยรู้
  • ทำไมถึงล้มเหลว ทำอย่างไรถึงประสบความสำเร็จ

5.การตั้งชื่อบทความที่เกี่ยวกับความผิดพลาด เช่น สิ่งที่คนรวยทำหรือสิ่งที่ไม่ควรทำ เพื่อให้รู้ว่าปัญหาของธุรกิจหรือการงานนั้นคืออะไร ต้องทำอย่างไรจึงป้องกันปัญหาหรือควรแก้ไขตรงจุดไหนบ้าง นับเป็นหัวข้อที่มีคนสนใจคลิกเข้าอ่านจำนวนมาก

6.การตั้งชื่อบทความเกี่ยวกับข้อดีและประโยชน์ที่จะได้รับ ดึงดูดใจผู้สนใจอยากคลิกเข้าอ่านทันที เพราะอธิบายถึงแนวทางที่จะประสบความสำเร็จ คล้ายกับการหัวข้อแนะนำวิธีการทำสิ่งต่าง ๆ เพียงแต่เน้นไปที่ผลลัพธ์และประโยชน์ที่จะได้ในอนาคต

7.เลือกคีย์เวิร์ดที่น่าสนใจและดึงดูดความสนใจให้คลิกอ่าน เช่น คุณต้องรู้, เคล็ดลับ, เทคนิคง่าย ๆ , วิธีลัด, ความลับที่ไม่มีใครบอก, สุดยอดวิธี, มืออาชีพ, น่าสนใจ เนื่องจากคำพวกนี้ทำให้สนใจอยากรู้อยากลอง และคลิกเข้าไปดูบทความมากขึ้น

การเขียนคอนเทนต์ที่มีคุณภาพจำเป็นต้องศึกษาหลายด้าน ทั้งการเขียนเนื้อหาที่น่าอ่าน การตั้งชื่อที่น่าสนใจ และคีย์เวิร์ดที่เหมาะสม ช่วยให้การทำ SEO มีประสิทธิภาพมากกว่าเดิม โดยวัดผลลัพธ์ได้จากอันดับที่เลื่อนขึ้นในเสิร์จเอ็นจิ้น