ทำ SEO อย่างไร ให้เว็บไซต์ติดอันดับการค้นหายอดนิยม

สำหรับการทำ SEO หรือที่รู้จักกันในชื่อของ Search Engine Optimization เป็นวิธีการที่ได้รับความนิยมอย่างมากในปัจจุบัน ในทางปฏิบัติเป็นวิธีการที่เราสามารถศึกษาค้นคว้าและทำได้ด้วยตัวเองในบางจุด แต่ในบางเรื่องที่จำเป็นจะต้องใช้ความรู้และทักษะในด้านของการปรับแต่งเว็บไซต์ เราก็ไม่สามารถทำได้ทั้งหมดถ้าไม่มีความเชี่ยวชาญหรือประสบการณ์มากพอ เพราะอาจทำให้กระบวนการและผลลัพธ์ที่ได้ออกมานั้นไม่ได้คุณภาพเท่าที่ควร ดังนั้นการศึกษารายละเอียด การปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ นักทำเว็บไซต์มืออาชีพก็ถือว่าเป็นวิธีการที่มีความเหมาะสมสำหรับผู้ที่ต้องการประสบความสำเร็จตามเป้าหมาย เช่น ยอดขายสินค้าเพิ่มขึ้น หรือคนเข้าชมมากขึ้น

ก่อนอื่นเราต้องมาทำความรู้จักกับข้อดีของการทำ SEO ก่อนว่ามีอะไรบ้าง ทำไมเราจึงต้องทำ ซึ่งข้อดีของการทำ SEO ที่สามารถสังเกตเห็นได้อย่างชัดเจนก็คือเราจะได้พื้นที่ในหน้าแรกของผลการค้นหาใน Google จากการที่มีผู้คนพิมพ์และกดค้นหาคีย์เวิร์ดต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับสินค้า ผลิตภัณฑ์ หรือบริการต่าง ๆ ที่เราประกอบการอยู่ หากอยู่ในอันดับ 1-5 ก็มีส่วนแบ่งผู้เข้าชมมากกว่าอันดับที่ 6-10

แล้วจะต้องทำ SEO อย่างไร

ในการทำ SEO นั้น อย่างแรกที่เราต้องรู้ก็คือ สินค้าหรือบริการของเรานั้น กลุ่มเป้าหมายหรือลูกค้านิยมใช้คำว่าอะไรในการพิมพ์เพื่อค้นหาข้อมูล ซึ่งก็อาจจะไม่ได้มีเพียงแค่ 1-2 คำ อาจจะมี 5-10 คำหรือมากกว่าก็ได้ โดยมีทั้งคำค้นหาแบบเดี่ยว ๆ หรือคำค้นหาที่มีหลาย ๆ คำ ผสมอยู่ในนั้น เราต้องนำคีย์เวิร์ดต่าง ๆ เหล่านี้มาใช้ให้เป็นประโยชน์ เพื่อที่จะสามารถเพิ่มคะแนนให้กับเว็บไซต์ของเราในการไต่อันดับเมื่อมีผู้คนใส่คำค้นหาที่เป็นคีย์เวิร์ดนั้น ๆ โดยเราอาจจะต้องเลือกคำค้นหาที่มีปริมาณของผู้คนคลิกค้นหามากเป็นลำดับต้น ๆ เพื่อที่จะใช้เป็นคีย์เวิร์ดชุดหลักที่จะสร้างความสอดคล้องและเนื้อหาต่าง ๆ ภายในเว็บไซต์ให้มีการสอดแทรกคีย์เวิร์ดต่าง ๆ เหล่านั้นอย่างเหมาะสม ซึ่งเนื้อหาต่าง ๆ ที่อยู่ในเว็บไซต์ก็ควรมีความถี่ในการใส่คีย์เวิร์ดอย่างพอดีด้วย หากใส่มากเกินไปก็กลับเป็นผลทางลบได้

สำหรับเนื้อหาต่าง ๆ ที่มีความน่าสนใจ เป็นเรื่องใหม่ เป็นประโยชน์สำหรับผู้อ่านที่เข้ามาชมเว็บไซต์ ก็เป็นตัวช่วยหนึ่งที่จะทำให้เว็บไซต์ของเราได้รับการไต่อันดับที่ดีขึ้น เพราะได้รับความสนใจ มีการกดแชร์ กดคลิกเข้าชมจำนวนมากนั่นเอง ถ้าคุณต้องการทำ SEO ให้ได้ผลแล้วล่ะก็ เนื้อหาโครงสร้างเว็บไซต์ ความน่าเชื่อถือของเว็บไซต์ เป็นปัจจัยสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม ถ้าเราได้มีการสร้างสรรค์ ปรับปรุง เนื้อหา โครงสร้างต่าง ๆ ให้ดีขึ้น ให้มีคุณสมบัติตรงกับที่ทาง search engine และ Google ต้องการได้มากที่สุด ก็จะส่งผลดีต่อ SEO เป็นอย่างมาก เมื่อรวมกับเนื้อหาที่น่าอ่าน ถูกใจคนอ่าน ก็ยิ่งส่งเสริมให้มีอันดับนำคู่แข่งได้อย่างที่ต้องการ

ข้อดีของการทำ SEO ให้เว็บไซต์และ Facebook

SEO สามารถทำได้ทั้งกับ search engine อย่าง Google และเพจบน Facebook คนไทยจำนวนหลายล้านคนที่ใช้ทั้ง 2 ช่องทางนี้ ในการหาข้อมูลและเลือกซื้อสินค้าต่าง ๆ เป็นประจำ ถ้าคุณทำ SEO ให้กับเว็บไซต์คู่กับเพจใน Facebook ตัวเอง ก็จะได้รับประโยชน์หลายด้าน ดังนี้

1.ทำให้คนรู้จักร้านคุณมากขึ้น
ไม่ว่าคุณจะทำแบรนด์สินค้าของตัวเองหรือเป็นตัวแทนร้านค้าเพื่อนำเข้าและจัดจำหน่ายสินค้าต่าง ๆ เช่น ผลิตภัณฑ์อาหารเสริม เสื้อผ้ารองเท้า สินค้าแฟชั่น เครื่องใช้ไฟฟ้า อุปกรณ์ไอที เครื่องสำอาง ฯลฯ คุณจะสามารถมียอดขายที่เพิ่มขึ้นได้ เพราะร้านคุณจะมีโอกาสอยู่ในอันดับต้น ๆ ของหน้าผลการค้นหา Google ตลอดเวลา จึงทำให้มีคนเห็นร้านค้าของคุณบ่อยยิ่งขึ้น

2.ทำให้เว็บและเพจคุณถูกค้นเจอได้ง่ายจากช่อง search
ทั้ง Facebook และ Google ต่างก็มีช่องค้นหาหรือ search เพื่อให้ผู้คนใส่คีย์เวิร์ดลงไป เช่น หากคุณเป็นตัวแทนจำหน่ายน้ำหอม ก็ต้องทำ SEO ให้กับคีย์เวิร์ดที่เป็นชื่อน้ำหอมนั้น ๆ และเมื่อมีเนื้อหาที่มากเพียงพอ เว็บไซต์และเพจใน Facebook ของคุณ ก็จะมีโอกาสถูกนำเสนอในอันดับต้น ๆ เมื่อมีการค้นหา หากยิ่งอยู่ในอันดับ 1-3 ได้ คุณก็มั่นใจได้เลยว่าจะได้รับยอดการสั่งซื้อที่เพิ่มมากขึ้นไปด้วย

3.ทำให้เอาชนะคู่แข่งสินค้าประเภทเดียวกันได้
มีการวิจัยทางการตลาดพบว่าเว็บไซต์และเพจที่อยู่ในที่ถูกนำเสนอในอันดับที่ 1 จะได้รับยอดการสั่งซื้อมากกว่าอันดับที่ 2 และ 3 ที่ใช้คีย์เวิร์ด SEO ขายสินค้าแบบเดียวกันได้มากกว่า 75% แปลว่า ถ้าคุณทำ SEO อย่างสม่ำเสมอ จะสามารถตัดคู่แข่งทางการค้าออกไปได้เป็นจำนวนมาก ทำให้ธุรกิจของคุณเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง มีแนวโน้มที่ดีสำหรับธุรกิจออนไลน์ในระยะยาวอย่างยั่งยืน

4.สามารถขยายตลาดไปต่างประเทศได้อย่างรวดเร็ว
ถ้าเป็นในอดีต หากคุณจะขยายฐานลูกค้าไปต่างประเทศ จะต้องเดินทางโปรโมทสินค้า หรือใช้ช่องทางประชาสัมพันธ์หลากหลายวิธี แต่ในปัจจุบัน เพียงทำ SEO ก็สามารถประหยัดค่าใช้จ่ายในการโปรโมท และทำให้ร้านค้าออนไลน์ของคุณถูกสืบค้นเจอจากหน้าจอคอมพิวเตอร์ของกลุ่มลูกค้าเป้าหมายได้ตลอดเวลา ไม่ว่าจะอยู่ที่ใดของโลก และหากคุณสามารถนำเสนอผ่านคลิปหรือไลฟ์สดเป็นภาษาต่างประเทศได้ด้วย ก็จะยิ่งทำให้เพิ่มโอกาสเข้าถึงลูกค้าชาวต่างชาติ เพิ่มความเชื่อมั่นให้ลูกค้าต่างชาติมากยิ่งขึ้น การันตีได้ว่าจะมียอดการสั่งซื้อสินค้าที่สูงขึ้นตามมา

การทำ SEO มีข้อดีหลายประการ ตั้งแต่การเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงลูกค้ากลุ่มใหม่ ๆ ช่วยย้ำเตือนให้ลูกค้ากลุ่มเก่าเชื่อมั่นในแบรนด์ของคุณที่มีการเติบโตขึ้นอย่างสม่ำเสมอ และยังเพิ่มยอดขายสร้างชื่อเสียงให้กับเว็บไซต์และเพจ Facebook ของคุณได้ด้วย

SEO และ Google Ads ต่างกันอย่างไร ธุรกิจออนไลน์ควรเลือกใช้อย่างไหนมากกว่ากัน?

สำหรับนักธุรกิจออนไลน์มือใหม่หลายคนมักเกิดคำถามสุดคลาสสิกว่า SEO และ Google Ads ต่างกันอย่างไร และควรใช้อย่างไหนถึงจะได้ผลลัพธ์ในการโฆษณามากที่สุด?

ดังนั้น วันนี้เราจะมาลองเปรียบเทียบความแตกต่างและข้อดี-ข้อด้อยของทั้งสองอย่างนี้ เพื่อช่วยให้หลายคนที่กำลังเริ่มทำธุรกิจออนไลน์มีตัวเลือกในการประชาสัมพันธ์เว็บไซต์ได้มากขึ้น

SEO หมายถึงอะไร?

ก่อนอื่น เรามาทำความรู้จักกับ SEO กันก่อนว่า หมายถึง การปรับแต่งคอนเทนต์หรือบทความในเว็บไซต์เพื่อเพิ่มโอกาสติดอันดับต้น ๆ ในหน้าผลการค้นหาของ Google มากขึ้น โดยใช้ Keyword ต่าง ๆ ที่มีผู้ค้นหาใน Google แต่เนื่องจากในปัจจุบัน Google ได้ปรับเปลี่ยนคุณสมบัติของคอนเทนต์ที่จะติดอันดับสูง ๆ โดยเน้นคุณภาพมากกว่าการใช้คำซ้ำกันมาก ๆ ในตัวบทความ ดังนั้น การทำ SEO ให้ได้ผลลัพธ์อย่างที่ต้องการจึงมีความยุ่งยากซับซ้อนมากขึ้น ต้องอาศัยประสบการณ์ ความชำนาญ และทักษะด้านการออกแบบเว็บไซต์และปรับแต่งเนื้อหาพอสมควร

ข้อดี การทำ SEO ไม่จำเป็นต้องเสียเงินหากไม่ได้ว่าจ้างบุคคลที่สาม เพราะเป็นการใช้เทคนิคด้านการเขียนและการออกแบบเว็บไซต์ ช่วยให้เว็บไซต์ของเราติดอันดับการค้นหาโดยธรรมชาติ ไม่ได้เสียค่าโฆษณาให้ Google แถมยังทำได้ไม่จำกัดตามแต่จะเลือกใช้ Keyword

ข้อเสีย ไม่สามารถรับประกันผลได้ว่าเว็บไซต์ของเราจะติดอันดับหน้าแรก ๆ ของการค้นหาหรือไม่และเมื่อไหร่ เพราะปัจจัยของการทำ SEO ให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีนั้นค่อนข้างหลากหลาย ต้องอาศัยประสบกาณ์และความเชี่ยวชาญพอสมควร แถมยังมีโอกาสที่เราจะต้องแข่งขันกับ SEO ของคู่แข่ง หากคอนเทนต์ของเราไม่มีคุณภาพพอ ก็ยากจะแซงอันดับกับคู่แข่ง

Google Ads หมายถึงอะไร?

Google Ads จะตรงข้ามกับ SEO เพราะเป็นการ “ซื้อ” โฆษณากับทาง Google โดยตรง ซึ่งจะทำให้เว็บไซต์หรือหน้าร้านออนไลน์ของเราปรากฏอยู่ในหน้าแรกของผลการค้นหาหรือเลือกให้ไปแสดงบนเว็บไซต์ที่เป็นพันธมิตรกับ Google เพียงแค่เราตั้งค่า Keyword ของคอนเทนต์ที่เราต้องการโฆษณาให้ตรงกับ Keyword ที่มีคนนิยมใช้ค้นหาบน Google โดยทันทีที่มีผู้ใช้งานค้นหา Keyword นั้น Google ก็จะแสดงเว็บไซต์ของเราอยู่เหนือผลการค้นหาแบบทั่วไป

ข้อดี รับประกันได้ว่าเว็บไซต์ของเราจะปรากฏในหน้าแรกของการค้นหาบน Google อย่างแน่นอน ช่วยเพิ่มโอกาสที่จะมีลูกค้าคลิกเข้ามาเลือกซื้อสินค้าและบริการในเว็บไซต์ของเรา ซึ่งเราสามารถกำหนดรายละเอียดของกลุ่มเป้าหมายได้เองว่า จะให้เว็บไซต์ของเราแสดงบนหน้าการค้นหาของกลุ่มเป้าหมายประเภทไหน ช่วงอายุเท่าไหร่ พื้นที่ไหน เป็นต้น

ข้อเสีย เสียค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูง เนื่องจาก Google คิดค่าโฆษณาตามจำนวนการคลิกเข้าเว็บไซต์ แถมบาง Keyword ก็มีการแข่งขันสูง ทำให้ค่าใช้จ่ายในการซื้อโฆษณาต่อหนึ่งคลิกสูงตามไปด้วย อีกทั้งในบรรดาผู้ลงโฆษณาเองก็ต้องแข่งขันประมูลค่าคลิกและปรับแต่งคุณภาพโฆษณาเพื่อแย่งชิงเป็นโฆษณาอันดับบนสุดเช่นกัน ดังนั้นก่อนจะตัดสินใจซื้อโฆษณา ต้องศึกษารายละเอียดด้านการตลาดให้แน่ใจเสียก่อนว่า คีย์เวิร์ดที่เลือกมาตั้งค่าโฆษณานั้นก่อให้เกิดผลกำไรหรือไม่ รวมถึงการทดลองโฆษณาแบบ A/B Testing เพื่อหาว่าเมื่อตั้งค่าหรือเขียนคำโฆษณาแบบใดจะมีอัตราการคลิกเข้าชมที่ดีกว่าหรือเกิดผลลัพธ์ทางธุรกิจได้มากกว่า (Conversion)

อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าจะเป็น SEO หรือ Google Ads ต่างก็เป็นเครื่องมือสำคัญในการทำการตลาดออนไลน์ ขึ้นอยู่กับการเลือกใช้งานตามความเหมาะสมและสถานการณ์ ซึ่งต้องอาศัยการศึกษาและวางแผนอย่างรอบคอบ เพื่อให้เราสามารถดึงข้อดีของทั้งสองอย่างมาใช้ให้เกิดประโยชน์ทางธุรกิจมากที่สุด พร้อมกับหลีกเลี่ยงข้อเสียที่อาจทำให้การลงทุนลงแรงของเราเสียไปโดยเปล่าประโยชน์

จะรู้ได้อย่างไรว่าบริษัทรับทำ SEO ที่ไหนดี

การทำ SEO ตามระบบของ Google นั้นเป็นเรื่องจำเป็นอย่างมากในยุค 2020 เพราะธุรกิจทุกประเภทต่างเข้าสู่วงการออนไลน์มากขึ้น ซึ่งช่วยลดค่าใช้จ่ายในการเช่าพื้นที่หน้าร้านและขยายตลาดได้กว้างทั่วโลก

การศึกษาเทคนิคพิจารณาจ้างบริษัทรับทำ SEO จึงสำคัญ เพื่อเลือกบริษัทที่มีคุณภาพสำหรับทำการตลาดออนไลน์ให้ประสบความสำเร็จ

  • สิ่งที่สำคัญอันดับแรกที่ควรพิจารณาคือความชำนาญ หากมีทีมงานผู้เชี่ยวชาญทำงานได้อย่างมืออาชีพ ก็จะมีลูกค้ามาจ้างงานมาก ดังนั้น ปริมาณลูกค้าที่ผ่านมาเป็นตัวบ่งบอกความสามารถของบริษัทรับทำ SEO ได้ และหากมีระยะเวลาเปิดกิจการมานานเท่าใด ก็ยิ่งมั่นใจได้มากขึ้น
  • หากได้บริษัทที่น่าสนใจแล้ว ให้คุยเรื่องเทคนิคขั้นตอนในการทำงาน บริษัทรับทำ SEO ที่ดี จะแนะนำวิธีคัดกรอง keyword ที่เหมาะสมสำหรับธุรกิจของลูกค้า เพื่อใช้ในการทำบทความ SEO คลิปวิดีโอ ภาพกราฟิกต่าง ๆ เพื่อนำเสนอบนเว็บไซต์ เป็นการเพิ่มโอกาสการเข้าถึงข้อมูลของกลุ่มคนเป้าหมาย ซึ่งสำคัญต่อการจัดอันดับ SEO โดยระบบอัลกอริทึ่มของกูเกิ้ลในระยะยาว
  • การดูผลการรีวิวความประทับใจในการจ้างงานก็เป็นสิ่งสำคัญ แนะนำให้พิมพ์ค้นหากระทู้สนทนาเก่า ๆ ในเว็บไซต์ที่คนนิยม เช่น Pantip หรือในกลุ่ม Facebook อาจพบความเห็นทั้งบวกและลบ ซึ่งคุณสามารถนำมาพิจารณาไตร่ตรองร่วมกับข้อมูลอื่น ๆ ได้อย่างมีน้ำหนักมากขึ้น
  • อย่างไรก็ตาม ผู้จ้างงาน SEO จำนวนไม่น้อย เลือกดูที่ค่าใช้จ่ายเป็นอันดับแรก ๆ ซึ่งผู้เชี่ยวชาญแนะนำว่าเป็นสิ่งที่ต้องระวัง เพราะอาจถูกกลุ่มมิจฉาชีพหลอกลวง หรือถูกบริษัทมือสมัครเล่น ทำแล้วไม่ได้ผล หรือมีการใช้เทคนิคสายเทาหรือสายดำที่ผิดกฎ Google ทำให้เสียโอกาสในการแข่งขันทางธุรกิจไปโดยปริยาย
  • ทางที่ดี ควรว่าจ้างบริษัทที่มีการคิดค่าใช้จ่ายระดับกลาง ๆ เช่น หากคาดหวังอันดับที่ Top 10 ค่าใช้จ่ายรายเดือนมักจะอยู่ที่ 5,000 – 10,000 บาท แต่หากการันตีอันดับการสืบค้นอยู่ในระดับ Top 1-3 ของ keyword ค่าใช้จ่ายจะอยู่ที่ 30,000 ถึง 50,000 บาท ส่วนการเลือกจ้างงานบริษัทที่คิดค่าใช้จ่ายแพงเกินไป ก็เท่ากับว่าคุณเพิ่มต้นทุนทางธุรกิจให้สูงขึ้นมากโดยไม่จำเป็น
  • ในแง่การการันตีผลความพึงพอใจในอันดับที่เปลี่ยนแปลง และยินดีคืนเงินค่าจ้างให้ 100 % ก็เป็นอีกวิธีหนึ่งที่บริษัทรับทำ SEO มืออาชีพนิยม เพราะช่วยให้ลูกค้ามั่นใจได้มากขึ้นว่าเงินที่จ้างงานจะไม่สูญเปล่า อย่างไรก็ตาม ก่อนตกลงจ้างงานต้องตรวจสอบรายละเอียดในสัญญาให้ชัดเจน เพื่อไม่ให้มีปัญหาในการเรียกเงินชดเชยภายหลังด้วย

การจ้างงานบริษัททำ SEO ที่เป็นมืออาชีพจะทำให้คุณสบายใจและไม่พลาดโอกาสในการแข่งขันทางธุรกิจ ดังนั้นจึงจำเป็นต้องพิจารณาจากหลายองค์ประกอบ เพื่อเลือกบริษัทที่ดีที่สุดและได้ผลลัพธ์ที่คุ้มกับค่าบริการที่จ่ายไป

เพิ่มปริมาณการเข้าถึง Website ด้วย SEO Keyword 7 ประเภท

สำหรับนักการตลาดคงพอจะทราบถึงความสำคัญของ Keyword, วิธีการคัดสรร keyword ที่ดีและวิธีการนำ Keyword ที่เกี่ยวข้องกับสินค้า บริการหรือจุดประสงค์ของเว็บไซต์มาใช้ทำ Search Engine Optimization (SEO) แต่ด้วยการแข่งขันที่เพิ่มสูงขึ้นทำให้นักการตลาดจึงไม่ใช่กลุ่มเดียวที่ทราบถึงความสำคัญของการนำคีย์เวิร์ดมาใช้

การทราบถึงประเภทคีย์เวิร์ดจะช่วยให้ได้คีย์เวิร์ดคุณภาพที่มีการแข่งขันน้อยกว่าและมีความสามารถใจการเรียกกลุ่มเป้าหมายที่ชัดเจนเข้าสู่เว็บไซต์มากขึ้น โดยประเภทคีย์เวิร์ดที่ควรรู้ มี 7 ประเภท คือ

1.Short-tail Keyword เป็นการใช้คำนามสั้น ๆ ไม่มีความเฉพาะเจาะจง ซึ่งคำเหล่านี้แม้จะมีปริมาณผู้ค้นหาเยอะแต่ก็เป็นคำที่มีจำนวนคู่แข่งเยอะเช่นกัน โดยตัวอย่าง Short-tail Keyword เช่น เสื้อ กางเกง กระเป๋า รองเท้า เป็นต้น

2.Long-tail Keyword เป็นการนำ Short-tail Keyword มาเพิ่มความเฉพาะเจาะจงให้มากขึ้นโดยใช้คำเชื่อม หรือการบอกจำนวน ปริมาณ รุ่น ต่อท้าย เช่น กางเกงขาสั้นผู้หญิง สีขาว สวย ๆ แนะนำ / เสื้อผ้าสาวอวบ ราคาไม่แพง ดูดี / ครีมหน้าขาว มี อย ปลอดภัย เป็นต้น

3.Short-term fresh keyword คำนามสั้น ๆ ที่กำลังเป็นกระแส เช่น ส้มหยุด, ดอกมุราคามิ, แฮรี่พอตเตอร์ ภาคีนกฟีนิกซ์ เป็นต้น ซึ่งคำเหล่านี้เป็นคำที่ช่วยดึงความสนใจให้กลุ่มเป้าหมายที่กำลังสนใจในเรื่องราวที่เป็นกระแสในช่วงขณะนั้น

4.Long-term evergreen keyword เป็นคำที่มีลักษณะกลาง ๆ คือ มีปริมาณการค้นหาไม่น้อยหรือมากเกินไป แต่ยังคงมีการค้นหาอยู่เสมอเป็นช่วงเวลานานหลายเดือน หลายปี เช่น แบบฝึกหัดคณิตศาสตร์, แบบฝึกหัดภาษาอังกฤษ ป.3, พัฒนาการเด็กทารก เป็นต้น

5.Product defining keyword เป็น Keyword ที่เอาลักษณะเด่นของสินค้าหรือบริการมาใช้ในการทำ SEO โดยลักษณะของ Product defining keyword ที่ดีควรมีปริมาณการค้นหาต่ำและมีจำนวนคู่แข่งน้อย เนื่องจากเป็นคำที่มีความเฉพาะเจาะจง

6.Customer defining keyword เป็นการนำลักษณะเด่นของลูกค้ามาใช้ผสาน Short-tail Keyword เพื่อให้เกิดคีย์เวิร์ดที่มีความเฉพาะเจาะจงมากขึ้น เช่น กางเกงสาวอวบ, รองพื้นสาวผิวแทน, ลายเพ้นท์เล็บสั้น, ทรงผมผู้ชายหยักศก เป็นต้น

7.Geo-targeting keyword การเพิ่มตำแหน่งที่ตั้งลงบน Short-tail Keyword เป็นอีกหนึ่งสิ่งที่ช่วยเพิ่มความเฉพาะเจาะจงมากขึ้น Geo-targeting keyword มีลักษณะปริมาณการค้นหาน้อย แต่ช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือและดึงดูดลูกค้าในพื้นที่ให้เข้าสู่ร้านค้ามากขึ้นได้ เช่น ร้านอาหารเวียดนาม พิษณุโลก, เสื้อผ้าเด็กทารก เชียงใหม่, ร้านซ่อมรถบิ๊กไบค์ นวนคร เป็นต้น

Search Engine Optimization หรือ SEO ให้ความสำคัญกับการสร้างคอนเทนต์คุณภาพด้วย Keyword คุณภาพ ซึ่งเทคนิคที่ดีที่สุดในการนำ Keyword ทั้ง 7 ประเภท มาใช้ในการทำ SEO เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือให้กับเว็บไซต์และเพิ่มปริมาณการเข้าถึงเว็บไซต์ให้มากขึ้น ควรนำคีย์เวิร์ดทั้ง 7 ประเภทมาปรับใช้ในการสร้างคอนเทนต์ให้มีความสดใหม่อยู่เสมอ

การทำเว็บไซต์ขายของออนไลน์เป็นที่นิยมมากในปัจจุบัน เนื่องจากเป็นช่องทางในการเข้าถึงลูกค้ากลุ่มเป้าหมายได้อย่างใกล้ชิดตลอดเวลา 24 ชั่วโมง ทั้งนี้ด้วยไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่มีการใช้โทรศัพท์มือถือแบบพกพาตลอดเวลา การพัฒนาเว็บไซต์ให้เข้าสู่ระบบ SEO หรือ search engine optimization จึงทำให้อันดับในการสืบค้นดีขึ้น และทำให้มียอดขายสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว

เราจึงได้รวบรวมประโยชน์ที่จะได้รับจากการทำ SEO ให้เว็บไซต์ มาฝากทุกท่าน ดังนี้

1. สร้างความน่าเชื่อถือของเว็บไซต์

มีการวิจัยทางการตลาด ที่พบว่าเว็บไซต์ขายสินค้าออนไลน์ที่อยู่ในอันดับ 1-10 ของหน้าต่างการสืบค้น เมื่อพิมพ์คีย์เวิร์ดหนึ่ง ๆ ลงในช่อง Google search เช่น ร้านขายดอกไม้ออนไลน์ จะได้รับความสนใจจากลูกค้าเป้าหมายมากกว่าเว็บไซต์อันดับรองลงไป โดยเฉพาะอันดับที่ 1-3 ที่จะได้รับความไว้วางใจจากกลุ่มลูกค้าเป้าหมายในการคลิกเข้าไปชมข้อมูลและสั่งซื้อสินค้าอยู่เสมอ

2. สร้างภาพลักษณ์ที่ทันสมัย

เว็บไซต์ที่เปิดมานานกว่า 10 ปี มักจะเป็นรูปแบบเดิมที่ไม่ดึงดูดใจลูกค้าที่เป็นคนรุ่นใหม่ ทำให้ไม่ได้รับความนิยมในการคลิกชมข้อมูลและทำให้มียอดขายน้อย การทำ SEO จะเป็นการพัฒนาทั้งในส่วนโครงสร้าง การปรับโลโก้ สีธีมของเว็บไซต์ การแก้ไขลิงก์ที่ผิดพลาด ตลอดจนการผลิตบทความที่สนับสนุนการขายที่น่าสนใจ ซึ่งเท่ากับเป็นการสร้างภาพลักษณ์ใหม่ที่โดดเด่นสวยงาม ตรงใจกลุ่มผู้บริโภคซึ่งเป็นคนรุ่นใหม่ได้ดียิ่งขึ้น

3. เพิ่มอำนาจการแข่งขัน

หากคุณเป็นนักธุรกิจออนไลน์มือใหม่ ที่เพิ่งเปิดเว็บไซต์ไม่นาน จะพบว่ามีโอกาสน้อยที่จะแข่งขันกับผู้ครองพื้นที่การตลาดของสินค้าประเภทเดียวกันที่ที่เปิดกิจการมานานกว่า วิธีที่จะทำให้มีอำนาจในการแข่งขันได้สูงขึ้น ก็คือ การพัฒนาเว็บไซต์ให้เป็นไปตามระบบ SEO เพราะอัลกอริทึมของ Google และ search engine ต่าง ๆ จะพิจารณาถึงความทันสมัยและการอัปเดตข้อมูลสม่ำเสมอ ธุรกิจใหม่ที่ทำ SEO ให้เว็บไซต์อย่างต่อเนื่อง จึงมีโอกาสแข่งขันได้มากกว่าการไม่ทำ SEO

4. ลดค่าใช้จ่ายในการจ้างประชาสัมพันธ์

การซื้อพื้นที่โฆษณา หรือการจ้างพรีเซ็นเตอร์ เป็นการลงทุนด้านการประชาสัมพันธ์ที่เห็นผลดีแบบชั่วคราว ที่สำคัญคือใช้ต้นทุนสูง เหมาะกับการกระตุ้นยอดขายในเทศกาลสำคัญ เช่น ปีใหม่ คริสต์มาส วาเลนไทน์ ฯลฯ การทำ SEO จึงเป็นเทคนิคการตลาดแบบไม่ต้องเสียค่าโฆษณาให้แก่ search engine หรือจ้างบริษัทโฆษณา อาศัยเพียงระยะเวลาในการสะสมข้อมูลอย่างสม่ำเสมอเท่านั้น

จะเห็นได้ว่า การทำ เว็บไซต์ SEO ให้ประโยชน์หลายด้านแก่ผู้ประกอบธุรกิจออนไลน์ เราหวังว่าบทความนี้ จะช่วยให้ทุกท่านใส่ใจการพัฒนาเว็บไซต์ SEO ด้วยตัวเอง หรือจ้างบริษัทที่มีความน่าเชื่อถือในการทำอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ประสบความสำเร็จทั้งในด้านยอดขายและขยายแบรนด์ได้อย่างต่อเนื่อง

รวบรวมประโยชน์ที่จะได้รับจากการทำ SEO

หากต้องการให้ประสบความสำเร็จในการขายสินค้าออนไลน์อย่างรวดเร็ว การพัฒนาเว็บไซต์ให้เป็นไปตามระบบ SEO (search engine optimization) เป็นสิ่งที่จำเป็นมาก ซึ่งการทำ Meta description ก็นับเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยให้อันดับ SEO สูงขึ้นได้ ควบคู่กับการผลิตบทความ SEO ที่มีคุณภาพ การสร้างลิงก์เชื่อมโยงสู่เว็บไซต์ภายนอก การปรับปรุงโครงสร้างเว็บไซต์ให้ใช้งานง่ายทั้งบนมือถือและคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะ ฯลฯ

Meta description เป็นส่วนสรุปสั้น ๆ ในความยาวที่ 150-160 คำ ซึ่งสรุปย่อจากบทความทั้งเพจ ซึ่งบางบทความนั้น เนื้อหาเต็มอาจมีความยาวถึง 2000 คำ จึงต้องจับประเด็นสำคัญที่สุดที่ต้องการนำเสนอ เพื่อสรุปย่อแบบลัดสั้นให้ผู้อ่านซึ่งเป็นลูกค้าเป้าหมายเข้าใจได้ง่ายในไม่กี่วินาที จึงเท่ากับว่าส่วน Meta description เป็นตัวช่วยให้ผู้ค้ากลุ่มเป้าหมายประเมินได้ดีขึ้นว่า ต้องการอ่านข้อมูลเชิงลึกหรือรายละเอียดสินค้าและบริการในหน้าเพจนั้น ๆ ต่อหรือไม่ (หากต้องการข้อมูลเพิ่มก็จะคลิกเข้ามา)

ข้อดีที่เว็บไซต์ SEO จะได้รับจากการทำ Meta description คือ

1. การเพิ่ม traffic จากผู้ชม

การมี traffic ที่ดี นับว่าเป็นส่วนสำคัญในการทำให้อันดับ SEO สูงขึ้นได้ เนื่องจากผู้อ่านหรือลูกค้ากลุ่มเป้าหมาย มักคลิกเข้ามาหาข้อมูลเพิ่มเติมในเว็บไซต์ที่มี Meta description ที่ชัดเจน โดยเฉพาะข้อมูลเชิงเทคนิคของสินค้ากลุ่มไอที เครื่องใช้ไฟฟ้า รถยนต์ ฯลฯ หากมีการระบุไว้ในส่วน Meta description จะการันตีได้ว่าจะได้รับการเข้ามาชมข้อมูลในเพจมากขึ้นอย่างแน่นอน

2. ทำให้เพิ่มโอกาสในการขายสินค้า

การทำ Meta description จะทำให้ลูกค้ารู้สึกว่าเว็บไซต์ SEO ที่ทำข้อมูลนี้ มีความเป็นมืออาชีพ และอยากคลิกเข้ามาอ่านข้อมูลเพิ่มเติม ซึ่งปฏิเสธไม่ได้ว่าความเชื่อมั่นสำคัญต่อการตัดสินใจซื้อสินค้าและบริการของคนยุคปัจจุบัน ยิ่งเมื่อได้อ่านข้อมูลที่มีคุณภาพจบทั้งหมด ก็มักจะทำให้ทำให้ตัดสินใจซื้อสินค้าและอุดหนุนบริการต่าง ๆ ง่ายขึ้นการทำ Meta description ทำให้เว็บไซต์ SEO ได้ประโยชน์อย่างไรบ้าง

3. ขายสินค้าอื่นในเว็บไซต์เพิ่มได้ด้วย

เนื่องจากในแต่ละเว็บไซต์ SEO จะมีการจะมีการเชื่อมโยงลิงก์ของบทความถึงกัน ซึ่งหากมีการคลิกเข้ามาอ่านข้อมูลหนึ่ง ๆ ก็มักจะเห็นหัวข้อของบทความอื่น ๆ ในเว็บไซต์ตามไปด้วย จึงมีความเป็นไปได้สูงที่ลูกค้ากลุ่มเป้าหมายจะได้อ่านข้อมูลของสินค้าอื่น ๆ ที่คุณมีบริการ ซึ่งผลลัพธ์ที่ดีที่ตามมา คือ จะมีโอกาสได้รับการสั่งสินค้าและบริการที่หลากหลายยิ่งขึ้นไปพร้อมกัน

4. ช่วยส่งเสริมภาพลักษณ์ความเป็นมืออาชีพ

การทำ Meta description ต้องอาศัยความชำนาญและเป็นการสรุปรวบรวมข้อมูลที่กระชับสั้น โดยใช้ภาษาที่น่าเชื่อถือ ภาพลักษณ์ที่ดีของเว็บไซต์จึงปรากฏแก่สายตาของลูกค้ากลุ่มเป้าหมายมากยิ่งขึ้น ประกอบกับข้อมูลของสินค้าที่ครบถ้วนและมีความทันสมัย ก็จะส่งผลให้มีโอกาสที่ลูกค้าจะกลับมาใช้บริการซ้ำอีก เรียกว่าเป็นการเพิ่มลูกค้าประจำและขยายฐานลูกค้าให้กว้างขึ้น

จะเห็นได้ว่า การทำ Meta description เป็นองค์ประกอบที่สำคัญที่ผู้ทำเว็บไซต์ SEO ทุกคนควรศึกษาและปรับปรุงเว็บไซต์ในรายละเอียดส่วนนี้ เพื่อให้เพิ่มยอดขายและขยายฐานลูกค้าได้ดียิ่งขึ้นต่อไป

การทำเว็บไซต์ขายสินค้าออนไลน์ในปัจจุบัน เป็นช่องทางการตลาดที่ได้รับความนิยมมาก เนื่องจากผู้คนนิยมสั่งซื้อสินค้าในระบบออนไลน์ผ่านระบบอินเทอร์เน็ต ที่ติดต่อสื่อสารกันได้สะดวกตลอด 24 ชั่วโมง

จึงทำให้เกิดคู่แข่งทางการตลาดเป็นจำนวนมาก สำหรับสินค้าประเภทเดียวกัน เทคนิคสร้างรายได้เพิ่มสำหรับผู้ทำเว็บไซต์ขายสินค้าออนไลน์ คือ การทำ SEO ซึ่งกูรูการตลาดการันตีว่าจะเห็นผลได้จริงหากทำสม่ำเสมอ

การทำ SEO หรือ Search Engine Optimization เป็นการสร้างโอกาสให้เว็บไซต์ของคุณถูกแสดงในหน้าต่างการสืบค้นหน้าแรกอยู่เสมอ จึงทำให้ลูกค้ากลุ่มเป้าหมายมีความเชื่อมั่นในการซื้อขายสินค้าจากคุณมากกว่าเว็บไซต์อื่นที่อยู่อันดับรองลงมา

หลักการทำ SEO ที่ควรรู้ คือ ต้องดำเนินการใน 2 ส่วนคือ On-Page SEO และ Off-Page SEO

1. On-Page SEO

คือ การพัฒนาให้ส่วนโครงสร้างเว็บไซต์ใช้งานง่าย เหมาะสมกับกลุ่มลูกค้าที่มีไลฟ์สไตล์การสืบค้นข้อมูลและสั่งซื้อสินค้าทั้งทางหน้าจอมือถือและคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะ

นอกจากนี้ ยังต้องทำแยกสินค้าในแคตตาล็อกให้เป็นหมวดหมู่ชัดเจน ไม่ปะปนกับโฆษณา มีแชทบอท chatbot ที่ช่วยในการติดต่อ ให้ข้อมูลอย่างรวดเร็ว

สิ่งที่สำคัญ คือ การผลิตบทความและคลิปวิดีโอจาก keyword SEO ที่ช่วยส่งเสริมการขายแบบสร้างสรรค์ ไม่ hard sale ที่มีการวิจัยว่าทำให้ผู้บริโภคปฏิเสธการซื้อสินค้าจากเว็บไซต์ กล่าวคือ ต้องเน้นการให้ความรู้และเป็นข้อมูลทันสมัย ไม่มีการละเมิดลิขสิทธิ์ด้วยการคัดลอกซ้ำจากแหล่งอื่น

2. Off-Page SEO

เป็นการเชื่อมโยงลิงก์ของเว็บไซต์ธุรกิจของคุณเข้ากับเว็บไซต์ภายนอก เช่น ห้องแชทใน Facebook กลุ่ม Line เช่น หากคุณขายกล้องติด กล้องติดหน้ารถยนต์ คุณควรสมัครเป็นสมาชิกในห้องแชทของกลุ่มคนรักรถ คนรักกล้อง ผู้สนใจสินค้าไอที ฯลฯ เพื่อที่จะได้มีโอกาสพูดคุยเกี่ยวกับอุปกรณ์ต่าง ๆ ซึ่งรวมถึงเรื่องกล้องติดรถยนต์ด้วย

คุณอาจเปิดประเด็นเรื่องการสร้างความปลอดภัยในการขับขี่และกล่าวให้เห็นถึงความสำคัญของกล้องติดหน้ารถ เมื่อมีผู้ที่สนใจการซื้อกล้องติดรถยนต์ คุณก็สามารถให้ Link ของเว็บไซต์คุณ เพื่อการติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม และทำให้เพิ่มโอกาสในการปิดยอดขายได้มากขึ้น

การทำ Off-Page SEO ด้วยเทคนิคที่กล่าวมาเป็นการสร้างแบรนด์ที่มีความเป็นมิตรกับผู้บริโภคและสามารถเพิ่มยอดขายได้ในระยะยาว

ด้วยเทคนิคการทำ SEO ทั้งสองส่วนที่กล่าวมา จึงไม่น่าแปลกใจว่า เว็บไซต์ที่ทำ SEO จะมียอดขายที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างมากเป็นทวีคูณ รวมถึง สามารถขยายกลุ่มลูกค้าประจำและลูกค้าใหม่ได้อย่างสม่ำเสมอ

หวังว่า บทความนี้จะทำให้ทุกท่านเห็นประโยชน์ในการทำ SEO แก่เว็บไซต์ของคุณ เพื่อให้ประสบผลสำเร็จเช่นเดียวกับนักธุรกิจออนไลน์จำนวนมากที่ได้ลองพิสูจน์ด้วยตัวเองแล้ว

หลักการทำ SEO ที่ควรรู้ คือ ต้องดำเนินการใน 2 ส่วน

เลือก Keyword SEO ที่เหมาะสม

การทำเว็บไซต์ขายสินค้าออนไลน์ในปัจจุบันมีคู่แข่งมาก เนื่องจากการเติบโตของเทคโนโลยีและระบบอินเทอร์เน็ตยุค 5G ที่ทำให้มีผู้ขายเพิ่มมากขึ้นตลอดเวลา การเลือก Keyword SEO ที่เหมาะสม จะทำให้เว็บไซต์ของคุณปรากฏผลในหน้าต่างการสืบค้นตรงกับความต้องการของกลุ่มเป้าหมายได้มากขึ้น ซึ่งหมายถึงโอกาสในการขายสินค้าหรือบริการเพิ่มขึ้นตามไปด้วย

คุณจึงควรศึกษากลุ่มลูกค้าเป้าหมาย และเลือก Keyword SEO ที่เหมาะสม ซึ่งปัจจุบันแบ่งได้เป็น 3 ประเภท คือ

1. Seed Keyword

จะเป็นคำสั้น ๆ และมีความหมายแบบภาพรวม ไม่ได้เฉพาะเจาะจงกับกลุ่มคนที่ต้องการสินค้าที่เป็นเอกลักษณ์ เหมาะกับธุรกิจที่ขายสินค้าทั่วไป ที่เน้นความสะดวกใช้สอยง่าย และเป็นมาตรฐานที่คนทั่วไปต้องการ เช่น คำว่า ร้านขายดอกไม้ ร้านขายเครื่องเขียน โทรศัพท์มือถือ ฯลฯ

ผู้ที่ทำธุรกิจร้านสะดวกซื้อหรือให้บริการสินค้าหลากหลายจะเหมาะกับการใช้ Seed Keyword เพราะครอบคลุมสินค้าหลากหลายประเภทที่ลูกค้าเป้าหมายต้องการ

2. Niche Keyword

เป็นคำหรือวลีที่มีความจำเพาะเจาะจงมากกว่าแบบแรก หากสังเกตดูจะมีลักษณะคล้ายหมวดหมู่สินค้าย่อย สำหรับลูกค้าที่เป็นกลุ่มเจาะจงยิ่งขึ้น เช่น เมาส์สำหรับเล่นเกม คีย์บอร์ดแบบ Mechanical รองเท้าวิ่งผู้หญิง เป็นต้น

หากแบรนด์สินค้าที่คุณจำหน่าย มีกลุ่มเป้าหมายที่เจาะจง เช่น นักเล่นเกมอีสปอร์ต ผู้หญิงที่ต้องการวิ่งเพื่อลดน้ำหนัก ฯลฯ ก็ควรใช้ Niche Keyword ในการทำบทความลงเว็บไซต์ และเป็นแกนหลักในการทำสื่อประชาสัมพันธ์ที่ไม่ควรเกินจากนี้ จะทำให้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้ชัดเจน ซึ่งระบบ Search Engine จะจัดอันดับ SEO ให้เว็บไซต์ได้สูงขึ้น ทำให้มีโอกาสเข้าถึงลูกค้ามากขึ้น มีโอกาสสร้างยอดขายสูงขึ้นมาก

3. Long Tail Keyword

เป็น Keyword ที่ยาวที่สุด โดยจะทำให้มีความเฉพาะเจาะจงมากยิ่งขึ้นกว่าทั้งสอบแบบแรก เหมาะสำหรับธุรกิจที่มีสินค้าหรือบริการที่มีความเป็นเอกลักษณ์สูง มีภาพลักษณ์ชัดเจน หรือ เจาะกลุ่มลูกค้าเป้าหมายที่มีความต้องการเฉพาะด้าน

เช่น คำว่า “รีสอร์ท สุนัข พักได้ เชียงใหม่ ติดแม่น้ำ” หากคุณทำธุรกิจที่ต้องการรองรับลูกค้าที่ต้องการนำสัตว์ไปพักผ่อนด้วยในวันหยุดสุดสัปดาห์ โดยมีทำเลที่เชียงใหม่ ทำเลติดแม่น้ำ ก็ควรใช้ Long Tail Keyword ในการสร้างบทความประชาสัมพันธ์และให้ข้อมูลแก่กลุ่มนักท่องเที่ยว โดยเน้นที่ความเป็นเอกลักษณ์ส่วนนี้ให้ชัดเจน ซึ่งเว็บไซต์ของคุณก็จะมีโอกาสเกือบ 100% ที่ คุณจะได้รับการจองห้องพักจากกลุ่มเป้าหมายในทันที

ทั้งนี้ Keyword ในแต่ละบทความ ควรมีไม่เกิน 2 คำ และมีการกำหนดตำแหน่งกระจายทั่วไปในหน้าเว็บไซต์ เพื่อไม่ให้ระบบ Algorithm ของ Search Engine วิเคราะห์ว่าเป็นบทความขยะหรือสแปม ที่จะทำให้ถูกลดอันดับ SEO ในการสืบค้นลงไปได้ ผู้ที่ต้องการประสบความสำเร็จในธุรกิจออนไลน์ปี 2019 ต้องใส่ใจเลือก Keyword SEO ให้เป็น จึงจะเห็นหนทางรวย

Keyword SEO เลือกให้เป็น เห็นทางรวย

สิ่งที่ต้องรู้ก่อนตัดสินใจทำ SEO สำหรับเว็บไซต์ออนไลน์ 2019

การทำ SEO เป็นเทคนิคการตลาดที่นิยมมากในปัจจุบัน เนื่องจากมีข้อดีคือประหยัดไม่ต้องเสียค่าโฆษณาให้ Search Engine อย่าง Yahoo Bing หรือ Google และยังทำให้มียอดขายในระยะยาวดีขึ้น แต่ก็มีข้อจำกัดด้วยหลักการของการทำ SEO ที่นักพัฒนาเว็บไซต์หรือเจ้าของแบรนด์สินค้าต่าง ๆ ควรทำความเข้าใจ เพื่อจะได้ตั้งเป้าหมายอย่างเหมาะสม ดังนี้

SEO หรือ Search Engine Optimization ประกอบด้วย On-page SEO เช่น การใส่คีย์เวิร์ดที่ตรงกับการค้นหาของกลุ่มเป้าหมายในเพจ การปรับโครงสร้างเว็บไซต์ให้ใช้งานง่าย การเชื่อมโยงลิงก์หรือ Off-page SEO กับเว็บไซต์ภายนอก ซึ่งต้องใช้เวลาในการเรียนรู้และต้องทำอย่างสม่ำเสมอ จึงจะเห็นผลทั้งยอดขายและจำนวนลูกค้า

ข้อดีของการทำ SEO คือ

1. ทำให้ไม่ต้องตั้งงบประมาณสำหรับการจ้างทำโฆษณา ที่มีค่าใช้จ่าย 5-6 หลักต่อโครงการ

2. ไม่ต้องกังวลว่าจะมีการคิดค่าใช้จ่ายจาก Bing, Yahoo หรือ Google เนื่องจากผลอันดับ SEO ขึ้นกับความสามารถและความสม่ำเสมอของนักพัฒนาเว็บไซต์โดยตรง ต่างจากการเช่าพื้นที่โฆษณา ที่ต้องจ่ายแบบ PPC หรือ Pay per click

3. ไม่ถูกบริษัทคู่แข่งยักษ์ใหญ่ยึดครองพื้นที่ อันดับต้น ๆ ในหน้าต่างสืบค้นได้ เนื่องจากเป็นการสะสมข้อมูล ให้ระบบ AI ทำการวิเคราะห์และแสดงผลการสืบค้นแตกต่างกันไปตามการอัพเดทเว็บไซต์ทุกครั้ง ไม่สามารถที่จะล็อกหรือผูกขาดตำแหน่งในการนำเสนอได้

อย่างไรก็ตาม เมื่อเห็นข้อดีของการทำ SEO แล้วยังมีข้อจำกัดของการทำ SEO ที่ควรทราบ คือ

1. ต้องใช้ระยะเวลาในการสะสมข้อมูล เพื่อให้บทความมีคุณภาพ การเลือก keyword ที่เหมาะสมกับกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย เช่น เป็นวลียาว หรือ Long-tailed Keyword จะทำให้มีโอกาสถูกสืบค้นเจอได้มากขึ้นตามจำนวนบทความที่ผลิตมากขึ้นด้วย โดยระยะเวลาในการเห็นผล SEO จะอยู่ที่ 6 เดือนหรือ 1 ปีขึ้นไป ทั้งด้านยอดขายและลูกค้าเก่าและใหม่

2. ไม่สามารถที่จะหยุดนิ่งการพัฒนาเว็บไซต์ได้เพราะจะมีผลต่ออันดับ SEO ทันที ตัวอย่างเช่น บริษัท A และ B ขายเครื่องกรองน้ำเช่นเดียวกัน แต่บริษัท A หยุดการผลิตบทความที่มีคุณภาพไปหลายเดือน เมื่อเทียบกับคู่แข่ง คือ บริษัท B ที่โพสต์บทความใหม่ ๆ สม่ำเสมอ อันดับ SEO ของบริษัท A ย่อมต่ำกว่า บริษัท B

3. หากคุณไม่มีเวลาที่จะทำ SEO ด้วยตัวเอง ก็จำเป็นต้องจ้างบริษัทที่มีความสามารถในการผลิตบทความ SEO หรือจ้างผู้บริหารเว็บไซต์ เพื่อการดูแลโดยภาพรวม ซึ่งจะมีค่าใช้จ่ายเป็นค่าจ้างรายเดือนหรือตามสัญญา

จะเห็นได้ว่า การทำ SEO มีทั้งข้อดีและข้อจำกัดที่ควรต้องศึกษา หากต้องการผลลัพธ์รวดเร็ว ควรทำการประชาสัมพันธ์เว็บไซต์ด้วยวิธีอื่นร่วมด้วย เช่น SEM หรือ Search Engine Marketing หรือการโปรโมทผ่านทางสื่อโซเชียลอื่น ๆ เช่น Facebook หรือ Instagram ที่ตรงกับกลุ่มเป้าหมาย แต่ก็ต้องมีการวางแผนอย่างเหมาะสมเช่นเดียวกัน

ข้อดีของการทำ SEO