seo website

Search Engine Optimization เป็นเทคนิคในการทำให้เว็บไซต์ติดอันดับการค้นหาจาก Search Engine การที่เว็บไซต์ของเราติดหน้าแรกของการค้นหาได้นั้น จะส่งผลดีต่อธุรกิจออนไลน์เป็นอย่างมาก

สำหรับการทำ SEO ของเว็บไซต์ต่าง ๆ นั้น สิ่งหนึ่งที่เป็นที่นิยมก็คือการใช้คีย์เวิร์ด (Keyword) เป็นตัวช่วยในการทำให้ผู้คนพบเจอเว็บไซต์ของเรา โดยการใช้คีย์เวิร์ดนั้นจะนำไปแทรกไว้ในส่วนต่าง ๆ ของการเขียนบทความ รีวิว การนำเสนอข้อมูลผลิตภัณฑ์ เป็นต้น เพราะเวลาที่คนเราต้องการสืบค้นข้อมูลเรื่องใดเรื่องหนึ่ง ก็จะใช้การพิมพ์คำสั้น ๆ เพื่อค้นหาลงใน Search Engine จากนั้นระบบก็จะประมวลผลแสดงบทความที่ตรงกับคำค้นหานั้นขึ้นมา หากเราสามารถทำให้บทความหรือเว็บไซต์แสดงผลได้ในหน้าแรกของการค้นหา โอกาสในการขายสินค้าและบริการก็จะเพิ่มมากขึ้น แต่ถ้าหากเว็บไซต์ของเราไม่ถูกค้นพบก็ไม่ต่างอะไรกับการที่มีหน้าร้านแต่ไม่มีผู้คนเดินผ่าน

เทคนิคการเขียนบทความเพื่อส่งเสริม SEO

ในการเขียนบทความเพื่อการทำ SEO นั้น จำเป็นต้องรู้เทคนิคที่แตกต่างจากบทความทั่วไป ดังนี้

  1. ทุกบทความต้องกำหนดคีย์เวิร์ด คีย์เวิร์ดเปรียบเสมือนกุญแจดอกแรก ที่จะเปิดประตูต้อนรับผู้ชมเข้ามายังเว็บไซต์ของเรา หากบทความไม่มีคีย์เวิร์ด ก็เหมือนการเดินทางที่ไม่มีการกำหนดเส้นทาง ซึ่งจะทำให้ไปไม่ถึงเป้าหมาย
  2. ต้องวิเคราะห์คีย์เวิร์ดให้ดี การวิเคราะห์คีย์เวิร์ดถือเป็นสิ่งที่ต้องให้ความสำคัญ การเลือกใช้คีย์เวิร์ดที่มีผู้คนหามาก จะทำให้มีโอกาสเข้าถึงผู้คนได้มาก ตรงกันข้ามหากเลือกคีย์เวิร์ดที่มีผู้ค้นหาน้อยเกินไป อาจจะเป็นการเสียเวลาสร้างบทความไปโดยเปล่าประโยชน์ เพราะจะไม่มีใครพบบทความของเราเลย
  3. เนื้อหาครอบคลุม เป็นประโยชน์ นอกจากคีย์เวิร์ดแล้ว สิ่งที่ต้องให้ความใส่ใจก็คือเนื้อหาของบทความ ที่ต้องเป็นประโยชน์ต่อผู้อ่าน สามารถแก้ข้อสงสัยได้ หากบทความมีเนื้อหาที่ไม่น่าสนใจ ไม่มีประโยชน์มากพอ ก็จะทำให้ผู้ชมไม่ให้ความสำคัญกับเว็บไซต์ของเรา

การทำ SEO สำคัญกับการทำเว็บไซต์อย่างไร

การที่เราสร้างเว็บไซต์ขึ้นมานั้น สิ่งที่ต้องการก็คือมีผู้ชมเข้ามาสู่เว็บไซต์ของเราให้มากที่สุด เพื่อโอกาสในการสร้างรายได้จากช่องทางออนไลน์ และนี่คือความสำคัญของ SEO ต่อเว็บไซต์

  1. เป็นช่องทางนำผู้คนมาสู่เว็บไซต์
  2. เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายทางธุรกิจ
  3. สร้างแบรนด์ให้เป็นที่รู้จัก
  4. วางแผนการตลาดในอนาคตได้ผ่านการเก็บข้อมูลผู้ชม
  5. ประหยัดงบประมาณในการลงโฆษณา หากเราสามารถทำให้เว็บไซต์ติดอันดับการค้นหาหน้าแรกในเสิร์ชเอ็นจิ้น เช่น Google หรือ Bing เป็นต้น

จากเหตุผลดังกล่าวจะเห็นว่าการทำ SEO นั้น มีความสำคัญต่อการสร้างเว็บไซต์เป็นอย่างมาก หากเราสามารถทำได้ โอกาสทางธุรกิจก็จะเติบโตได้อย่างไม่หยุดยั้งในโลกออนไลน์

ทำไมเราจึงควรทำ SEO สายขาว

การทำ SEO หรือการพัฒนาปรับปรุงเว็บไซต์ให้แสดงผลในหน้าแรก ๆ บนกูเกิ้ลเป็นสิ่งที่เว็บไซต์ส่วนใหญ่จำเป็นต้องทำ หากต้องการให้เว็บไซต์เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายมากขึ้น เพื่อนำไปสู่การเติบโตของเว็บไซต์ในระยะยาว

ทั้งนี้การทำ SEO (Search engine optimization) เอง ก็มีแนวทางการทำอยู่หลากหลายแนวทาง โดยหลัก ๆ หากจะเรียกตามภาษาของวงการคนทำงานด้านนี้ก็จะเรียกได้ 3 แนวทางคือ

1. SEO สายขาว

2. SEO สายเทา

3. SEO สายดำ

หากจะถามว่า SEO แต่ละสายต่างกันอย่างไร?

อธิบายอย่างสั้น ๆ ก็คือ SEO สายขาวคือคนที่ทำการพัฒนาปรับปรุงเว็บไซต์เป้าหมายตามกติกาและมารยาทของทางกูเกิ้ล โดยทำทุกอย่างถูกต้องตามระเบียบของสังคมออนไลน์และตามกฎหมายของรัฐ รักษามารยาทการทำงานที่สะอาด ไม่ใช้วิธีการนอกรูปแบบมาทำงานเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ตามที่ต้องการ ซึ่งการทำ SEO สายขาวเป็นงานที่ต้องใช้ระยะเวลาและความอดทนสูง จึงจะทำให้เว็บไซต์เป้าหมายเดินทางไปสู่ความสำเร็จได้อย่างที่คาดหวังไว้

ส่วน SEO สายเทา ก็คือ คนที่ทำการพัฒนาปรับปรุงเว็บไซต์เช่นเดียวกับ SEO สายขาว คือหน้าที่หลักคือการพัฒนาเว็บไซต์ตามกฎ กติกาและมารยาทของกูเกิ้ลและสังคมออนไลน์ แต่มีงานบางส่วนที่ต้องใช้เทคนิคที่ไม่ถูกต้องเข้ามาทำด้วยเหตุผลว่า เว็บไซต์ที่เป็นเป้าหมายของการทำ SEO ทำธุรกิจที่หมิ่นเหม่ต่อกฎหมาย จึงไม่สามารถแสดงตัวบนเว็บไซต์อื่น ๆ เพื่อสร้างลิงค์ได้โดยตรง จึงทำให้จำเป็นต้องทำ Spam หรือ Redirect ขึ้นมาบ้างเพื่อหลบเลี่ยงระบบการตรวจจับของกูเกิ้ล

สุดท้ายคือ SEO สายดำ ซึ่งก็คือการทำทุกวิถีทางเท่าที่ทำได้ โดยส่วนใหญ่จะเป็นเทคนิคที่ผิดกฎหมาย ไม่ตรงตามมารยาทที่ดีของสังคมออนไลน์ เพื่อให้เว็บไซต์เป้าหมายขึ้นไปอยู่หน้าแรกของกูเกิ้ลให้ได้ ซึ่งวิธีการทำงานแบบนี้ในทางปฏิบัติมักจะเห็นผลเร็วแต่ไม่ยั่งยืน เพราะทางระบบตรวจสอบของกูเกิ้ลมีการพัฒนาอยู่ตลอดเวลา เว็บไซต์ที่ได้รับการแสดงผลจากการทำ SEO สายดำอาจจะถูกลงโทษและเสียภาพลักษณ์ในสายตาของผู้ใช้งานในระยะยาว ซึ่งถือว่าไม่คุ้มค่าเลยกับสิ่งที่ได้มาเพียงระยะเวลาสั้น ๆ

เมื่อรู้จักแนวทางการทำ SEO ทั้ง 3 แนวทางไปแล้ว คงพอจะดูออกว่า หากเราต้องการพัฒนาเว็บไซต์ให้มีภาพลักษณ์ที่ดีทั้งต่อผู้บริโภคและระบบของ search engine เอง การสร้างความยั่งยืนของการจัดอันดับเว็บไซต์ด้วยการทำ SEO แบบสายขาวเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด

ถึงแม้ผลลัพธ์ที่เราต้องการอาจจะต้องใช้เวลารอคอยสักหน่อย แต่เชื่อเถอะว่าความคุ้มค่าที่เกิดขึ้นจะทำให้การรอคอยที่เสียไป ไม่เปล่าประโยชน์ การสร้างความน่าเชื่อถือด้วยความถูกต้องตั้งแต่เริ่มต้นเป็นสิ่งที่คนทำธุรกิจทุกคนสมควรจะทำ เหมือนกับภาษิตโบราณกล่าวไว้ว่า “ช้า ๆ ได้พร้าเล่มงาม”นั่นเอง

SEO อีกหนึ่งช่องทางการตลาดออนไลน์ ที่ผู้ประกอบการต้องรู้

ในยุคสมัยที่การแข่งขันทางธุรกิจเป็นไปอย่างดุเดือด ต่างก็งัดเอากลยุทธ์ทางการตลาดที่หลากหลายออกมาใช้เพื่อช่วงชิงส่วนแบ่งทางการตลาดให้ได้มากที่สุด หนึ่งในเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพที่ผู้ประกอบธุรกิจนิยมใช้ นั่นก็คือการทำ SEO (search engine optimization) วันนี้เรามาเรียนรู้พื้นฐานการทำ SEO ไปด้วยกัน

1.ความหมายและความสำคัญของ SEO
เป็นหนึ่งในวิธีทางการตลาดออนไลน์ที่จะทำให้เว็บไซต์ติดอันดับบนหน้าแรกของการค้นหาโดยไม่ต้องเสียเงินค่าโฆษณาให้ Google การจะทำ SEO ให้ประสบความสำเร็จไม่เกี่ยวกับขนาดของเว็บไซต์ว่าเล็กหรือใหญ่ ไม่สนใจว่าเปิดมานานแล้วแค่ไหน ทุกเว็บไซต์สามารถถูกจัดอันดับให้อยู่บนหน้าแรกของ Google ได้ทั้งหมด ถ้าคอนเทนต์นั้นสามารถตอบสนองความต้องการผู้ที่กำลังค้นหาข้อมูลได้

2.จุดเริ่มต้นการใช้ SEO ใน Google
นับตั้งแต่ปี 1998 ที่สุดยอดคู่หูอัจริยะลาร์รี่ เพจ (Larry Page) และเซอร์เก บริน (sergey Brin) ได้คิดค้นระบบปฏิบัติการค้นหาเว็บไซต์ (search engine) หรือ Google ขึ้นมาได้ โดยการใช้โปรแกรมที่เรียกว่า bot เข้าไปเก็บรวบรวมข้อมูลจากเว็บไซต์ที่มีอยู่ทั่วโลกมาทำดัชนีและนำเสนอรายการเว็บไซต์ที่เกี่ยวข้องและตรงประเด็นต่อผู้ค้นหาข้อมูล ทำให้ในเวลาต่อมาการค้นหาข้อมูลก็ไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป

3.มีเว็บไซต์เป็นของตนเองหรือใช้บริการบล็อกฟรี ก็สามารถทำ SEO ได้
การที่จะนำ SEO มาใช้ในการตลาดออนไลน์ได้นั้น ผู้ประกอบการจะมีเว็บไซต์เป็นของตนเองก่อนหรือไม่ก็ได้ มีทางเลือก เช่น เปิดเว็บกับผู้ให้บริการฟรี อย่าง wordpress, blogspot หรือแฟนเพจ Facebook เพราะการมีเว็บไซต์เป็นของตนเองจะมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม ไม่ว่าจะเป็นค่าจัดทำ ค่าโดเมน (ชื่อที่อยู่เว็บไซต์) ค่าเช่าโฮสติ้ง (คอมพิวเตอร์ที่เก็บไฟล์) ค่าบริหารจัดการเว็บไซต์ และอื่น ๆ อีกจิปาถะ ราคาถูกแพงขึ้นอยู่กับเนื้องาน โดยสามารถเจรจาต่อรองกับผู้รับจ้างได้

หากผู้ประกอบการรายใดจะทำเว็บไซต์เป็นของตนเองเพื่อส่งเสริมการขาย ต้องคำนึงถึงค่าใช้จ่ายในส่วนนี้ด้วย ยังไม่นับรวมค่าจ้างสร้างคอนเทนต์อีกต่างหาก แต่หากสร้างเว็บไซต์เองได้ด้วย ก็จะช่วยลดค่าใช้จ่ายในส่วนนี้ลงไปได้มาก

4.ทำไมผู้ประกอบการไทยต้องทำ SEO ?
เพราะ SEO เป็นหนึ่งในกระบวนการทางการตลาดเพื่อเพิ่มยอดขายหรือสร้างผลกำไรให้ผู้ประกอบการนั่นเอง

5.ประเมินความคุ้มค่า
การนำ SEO เข้ามาใช้งานช่วงเริ่มต้นนั้นมีค่าใช้จ่ายมาก มีขั้นตอนในการจัดทำยุ่งยากพอสมควร อาจไม่เหมาะกับเจ้าของกิจการรายเล็ก ๆ ที่มีเงินทุนไม่มาก แต่ถ้าหากมองถึงความคุ้มค่าในอนาคตแล้ว การนำ SEO เข้ามาใช้เพื่อเพิ่มยอดขายก็ถือว่าเป็นทางเลือกที่ดี

แม้ว่า SEO เป็นช่องทางการตลาดที่มีประสิทธิภาพ แต่ถ้าเจ้าของกิจการรายใดมีความรู้ไม่มากพอ ควรศึกษาหาข้อมูลให้ดีก่อนคิดตัดสินใจลงทุนหรืออาจขอคำปรึกษาจากมืออาชีพก็จะทำให้ประหยัดเงินและเวลาได้มาก เพราะถ้าวางแผนไม่ดี แทนที่จะเป็นผลดีต่อธุรกิจก็อาจกลายเป็นภาระค่าใช้จ่ายที่ต้องแบกรับในอนาคตก็เป็นได้

ทำเพจรับงานใน Fastwork ต้องทำ SEO อย่างไร

หลายคนที่อยากหาอาชีพเสริมด้วยการเป็นฟรีแลนซ์ Fastwork ถือว่าเป็นแหล่งรวมการจ้างงานสำหรับทุกคนที่เป็นคนไทย โดยปัจจุบันมีจำนวนฟรีแลนซ์หลายพันคนที่มีเพจรับงานทุกวัน เรามาดูกันว่าหากคุณต้องการให้เพจรับงานของคุณเป็นที่รู้จัก ถูกแสดงอยู่ในอันดับต้น ๆ คุณจะต้องทำอย่างไร

1.ตอบคำถามอย่างรวดเร็ว
ความรวดเร็วในการตอบหลังจากที่มีคนทักทายเข้ามาทางระบบข้อความ เพื่อสอบถามการจ้างงาน เป็นส่วนสำคัญเบื้องต้นที่สร้างความประทับใจ แสดงถึงความกระตือรือร้นและความพร้อมที่จะรับงานอยู่เสมอ จึงควรตั้งค่าโทรศัพท์ให้ระบบแจ้งเตือนแบบมีเสียง เพื่อจะได้ตอบได้ทันทีที่มีการทักมา ทั้งนี้ ตัวเลขนาทีที่รอคอยการตอบนี้ จะปรากฏในหน้าเพจของฟรีแลนซ์แต่ละคนด้วย

2.เปอร์เซ็นต์การจ้างงานสำเร็จ
การคำนวณจำนวนออเดอร์ที่ทำงานสำเร็จหารด้วยจำนวนครั้งของการสอบถาม เป็นเปอร์เซ็นต์ที่บอกถึงความเป็นมืออาชีพของฟรีแลนซ์ ที่มีสามารถบริหารจัดการรับงานได้แทบทุกรูปแบบ

3.ราคาเฉลี่ยของการขายงาน
การตั้งราคาถูกเพื่อจูงใจให้คนจ้างงาน ไม่ใช่ข้อดีเสมอไปของการทำงานในระบบฟรีแลนซ์ Fastwork เพราะราคาเฉลี่ยที่ต่ำ ย่อมทำให้คุณได้คะแนน SEO ที่น้อยลงไปด้วยและคุณก็ทำงานเหนื่อยไม่คุ้มค่าตอบแทน และอย่าลืมว่า ต้องหักเปอร์เซ็นต์ให้ค่าระบบอำนวยความสะดวกของ Fastwork เริ่มต้นที่ 17% ด้วย หากไม่คิดค่างานเผื่อไว้ในส่วนนี้ มุ่งแต่ตั้งราคาขายงานที่ต่ำที่สุด คุณอาจจะได้ค่าเหนื่อยไม่คุ้มกับผลงานที่ทำออกไป

4.ดาวรีวิวความพอใจ
เป็นผลจากงานที่ทำสำเร็จในอดีต หลังจากที่มีการปิดงานลูกค้าไป ระบบจะมีการเชิญชวนให้ผู้จ้างงานรีวิวผลงานของเพจร้านผ่านดาว 5 ดวง หากได้ความพึงพอใจมาก ก็ได้ดาวเต็ม 5 ดวงไปเลย ถ้าได้คะแนนรวมสะสมจำนวนมากเท่าไร ก็ทำให้เพจร้านมีความน่าเชื่อถือว่าสามารถผลิตผลงานดี ๆ ออกมาให้ลูกค้าได้

5.ทำปกและอัลบั้มรูปบนหน้าเพจให้สวย
ปกและรูปผลงานใส่ได้ถึง 20 รูป ฟรีแลนซ์ควรใส่รูปตัวอย่างผลงาน และเลือกพื้นหลังภาพให้สวยงาม ใส่ใจขนาดตัวอักษรและใส่รายละเอียดที่ไม่มากเกินไปจนรกสายตา จะเป็นตัวกระตุ้นสำคัญ ที่ทำให้คนอยากคลิกเข้ามาจ้างงานและสอบถามข้อมูล

ระบบ SEO อยู่ในทุกแพลตฟอร์ม โดยเป็นตัวคัดกรองคุณภาพของคนทำงานหรือเจ้าของเพจได้เป็นอย่างดี หากคุณต้องการมีรายได้เพิ่มในระบบ Fastwork ก็ต้องใส่ใจในสิ่งทุกอย่างที่กล่าวมาอย่างต่อเนื่อง จะทำให้คุณมีรายได้เสริมสม่ำเสมอแน่นอน

อัปเดตเทคนิค ปรับ SEO on page ประจำปี 2564

ด้วยความสำคัญของการทำเว็บไซต์ที่มีประโยชน์ในการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายในการสร้างชื่อเสียง ความน่าเชื่อถือ หรือเพิ่มยอดขายทำให้มีจำนวนผู้ที่สนใจทำ SEO หรือ Search engine optimization หรือเครื่องมือเพิ่มประสิทธิภาพการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายบนโลกออนไลน์ผ่านเว็บไซต์ค้นหาข้อมูล มากยิ่งขึ้น ซึ่ง SEO on page เป็นองค์ประกอบสำคัญที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพให้กับเว็บไซต์มากยิ่งขึ้นและช่วยให้มีจำนวนผู้เข้าสู่เว็บไซต์มากขึ้นด้วย

เทคนิคที่ช่วยปรับ SEO on page ประจำปี 2564

1.พัฒนาคอนเทนต์ให้มีคุณภาพ
การสร้างคอนเทนต์ที่มีคุณภาพ หมายถึง การสร้างคอนเทนต์ที่มีประโยชน์กับผู้ใช้งาน (Users) และตอบโจทย์ข้อกำหนดของ Search Engine เริ่มต้นด้วยการเลือก Keyword หรือ คำค้นหา ที่มีจำนวนผู้ค้นหาเยอะและมีผู้แข่งขันน้อย โดยเราสามารถวิเคราะห์คีย์เวิร์ดที่ต้องการได้ด้วยเครื่องมือที่ช่วยในการเลือกคำค้นหาที่มีประสิทธิภาพมีหลายเว็บไซต์ เช่น Ubersuggest,Keyword Tool และ Semrush เป็นต้น เมื่อได้คีย์เวิร์ดที่ต้องการจึงนำคีย์เวิร์ดมาใช้ในการสร้างคอนเทนต์และโพสต์คอนเทนต์ลงเว็บไซต์อย่างสม่ำเสมอ ซึ่งการค้นหาคีย์เวิร์ดที่ดีที่สุดมาเพียงคีย์เวิร์ดเดียวและนำมาสร้างเป็นบทความหรือวิดีโอจะช่วยให้เกิดการเข้าถึงเว็บไซต์ได้มีประสิทธิภาพมากที่สุด

2.ไม่มองข้ามความสำคัญของ Meta Tags
Meta Tags คือ คำอธิบายเว็บไซต์ที่แบ่งออกเป็น 4 ประเภทหลัก ๆ ด้วยกัน คือ Title Meta Tags หัวข้อบทความ, Meta Description คำอธิบายใต้หัวข้อบทความอย่างย่อ, Alternative Text (ALT) Tag คำอธิบายรูปภาพและ Meta Viewpoint ฟังก์ชันที่ช่วยกำหนดการแสดงผลให้เข้ากับอุปกรณ์แต่ละประเภท

3.จัดลำดับ Heading Tag ให้ถูกต้อง
“Heading Tag” คือ การจัดลำดับหัวข้อบทความโดยเรียงลำดับตั้งแต่หัวข้อหลักไปยังหัวข้อย่อยที่มีความสำคัญเป็นลำดับรองลงมา โดยในแต่ละ Heading Tag ควรแทรกด้วย Keyword เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการติดอันดับบนหน้าแรกของ Search Engine สาเหตุที่ทำให้ Heading Tag มีผลต่อการเพิ่มประสิทธิภาพในการทำ SEO เพราะช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถอ่านข้อมูลได้ง่าย ซึ่ง Search Engine จะมองว่าบทความดังกล่าวมีเนื้อหาที่เป็นประโยชน์ ง่ายต่อการทำความเข้าใจและง่ายต่อการเก็บข้อมูล

4.ใช้รูปภาพหรืออินโฟกราฟิกเพื่อสร้างความน่าสนใจ
การใช้ภาพอินโฟกราฟิกจะช่วยให้หน้าบทความมีความสวยงาม น่าสนใจและช่วยในการสรุปข้อมูลที่มีรายละเอียดเยอะให้มีความน่าสนใจและสามารถทำความเข้าใจได้ง่ายมากขึ้น โดยภาพที่ดีควรมีขนาดพอเหมาะและสามารถปรับขนาดตามอุปกรณ์ได้อย่างเหมาะสม รวมถึงมีการตั้งชื่อรูปภาพด้วย Keyword เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำ SEO

การปรับ SEO On Page ด้วยเทคนิคทั้ง 4 ข้อ จะช่วยในการแสดงผลบนหน้าแรกและทำให้อันดับเลื่อนขึ้น ซึ่งมีผลต่อการสร้างปริมาณการเข้าถึงเว็บไซต์และช่วยกระตุ้นยอดขายสินค้าหรือบริการบนเว็บไซต์ให้มากยิ่งขึ้น

ทำ SEO อย่างไร ให้เว็บไซต์ติดอันดับการค้นหายอดนิยม

สำหรับการทำ SEO หรือที่รู้จักกันในชื่อของ Search Engine Optimization เป็นวิธีการที่ได้รับความนิยมอย่างมากในปัจจุบัน ในทางปฏิบัติเป็นวิธีการที่เราสามารถศึกษาค้นคว้าและทำได้ด้วยตัวเองในบางจุด แต่ในบางเรื่องที่จำเป็นจะต้องใช้ความรู้และทักษะในด้านของการปรับแต่งเว็บไซต์ เราก็ไม่สามารถทำได้ทั้งหมดถ้าไม่มีความเชี่ยวชาญหรือประสบการณ์มากพอ เพราะอาจทำให้กระบวนการและผลลัพธ์ที่ได้ออกมานั้นไม่ได้คุณภาพเท่าที่ควร ดังนั้นการศึกษารายละเอียด การปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ นักทำเว็บไซต์มืออาชีพก็ถือว่าเป็นวิธีการที่มีความเหมาะสมสำหรับผู้ที่ต้องการประสบความสำเร็จตามเป้าหมาย เช่น ยอดขายสินค้าเพิ่มขึ้น หรือคนเข้าชมมากขึ้น

ก่อนอื่นเราต้องมาทำความรู้จักกับข้อดีของการทำ SEO ก่อนว่ามีอะไรบ้าง ทำไมเราจึงต้องทำ ซึ่งข้อดีของการทำ SEO ที่สามารถสังเกตเห็นได้อย่างชัดเจนก็คือเราจะได้พื้นที่ในหน้าแรกของผลการค้นหาใน Google จากการที่มีผู้คนพิมพ์และกดค้นหาคีย์เวิร์ดต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับสินค้า ผลิตภัณฑ์ หรือบริการต่าง ๆ ที่เราประกอบการอยู่ หากอยู่ในอันดับ 1-5 ก็มีส่วนแบ่งผู้เข้าชมมากกว่าอันดับที่ 6-10

แล้วจะต้องทำ SEO อย่างไร

ในการทำ SEO นั้น อย่างแรกที่เราต้องรู้ก็คือ สินค้าหรือบริการของเรานั้น กลุ่มเป้าหมายหรือลูกค้านิยมใช้คำว่าอะไรในการพิมพ์เพื่อค้นหาข้อมูล ซึ่งก็อาจจะไม่ได้มีเพียงแค่ 1-2 คำ อาจจะมี 5-10 คำหรือมากกว่าก็ได้ โดยมีทั้งคำค้นหาแบบเดี่ยว ๆ หรือคำค้นหาที่มีหลาย ๆ คำ ผสมอยู่ในนั้น เราต้องนำคีย์เวิร์ดต่าง ๆ เหล่านี้มาใช้ให้เป็นประโยชน์ เพื่อที่จะสามารถเพิ่มคะแนนให้กับเว็บไซต์ของเราในการไต่อันดับเมื่อมีผู้คนใส่คำค้นหาที่เป็นคีย์เวิร์ดนั้น ๆ โดยเราอาจจะต้องเลือกคำค้นหาที่มีปริมาณของผู้คนคลิกค้นหามากเป็นลำดับต้น ๆ เพื่อที่จะใช้เป็นคีย์เวิร์ดชุดหลักที่จะสร้างความสอดคล้องและเนื้อหาต่าง ๆ ภายในเว็บไซต์ให้มีการสอดแทรกคีย์เวิร์ดต่าง ๆ เหล่านั้นอย่างเหมาะสม ซึ่งเนื้อหาต่าง ๆ ที่อยู่ในเว็บไซต์ก็ควรมีความถี่ในการใส่คีย์เวิร์ดอย่างพอดีด้วย หากใส่มากเกินไปก็กลับเป็นผลทางลบได้

สำหรับเนื้อหาต่าง ๆ ที่มีความน่าสนใจ เป็นเรื่องใหม่ เป็นประโยชน์สำหรับผู้อ่านที่เข้ามาชมเว็บไซต์ ก็เป็นตัวช่วยหนึ่งที่จะทำให้เว็บไซต์ของเราได้รับการไต่อันดับที่ดีขึ้น เพราะได้รับความสนใจ มีการกดแชร์ กดคลิกเข้าชมจำนวนมากนั่นเอง ถ้าคุณต้องการทำ SEO ให้ได้ผลแล้วล่ะก็ เนื้อหาโครงสร้างเว็บไซต์ ความน่าเชื่อถือของเว็บไซต์ เป็นปัจจัยสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม ถ้าเราได้มีการสร้างสรรค์ ปรับปรุง เนื้อหา โครงสร้างต่าง ๆ ให้ดีขึ้น ให้มีคุณสมบัติตรงกับที่ทาง search engine และ Google ต้องการได้มากที่สุด ก็จะส่งผลดีต่อ SEO เป็นอย่างมาก เมื่อรวมกับเนื้อหาที่น่าอ่าน ถูกใจคนอ่าน ก็ยิ่งส่งเสริมให้มีอันดับนำคู่แข่งได้อย่างที่ต้องการ

Update เทรนด์ SEO ประจำปี 2021 ที่คนทำคอนเทนต์ควรรู้!

สำหรับคนทำคอนเทนต์บนโลกอินเทอร์เน็ตย่อมรู้ถึงความสำคัญในการทำ SEO หรือ Search Engine Optimization หรือเครื่องมือที่ช่วยเพิ่ม Traffic บนเว็บไซต์อยู่แล้ว แต่ทุก ๆ ปีเทรนด์การทำ SEO จะมีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ เนื่องจากระบบ Search Engine ต้องการเพิ่มเว็บไซต์และคอนเทนต์ที่ประสิทธิภาพเพิ่มมากขึ้น ซึ่งในปี 2021 เทรนด์ SEO มีการเปลี่ยนแปลง ดังนี้

1.ให้ความสำคัญกับผู้ใช้งาน (User) เป็นหลัก การทำคอนเทนต์ควรให้ความสำคัญกับประโยชน์ที่ User จะได้รับ โดยแทรกคีย์เวิร์ดที่ใช้ในการค้นหาในปริมาณที่เหมาะสม แม้ว่าเทรนด์นี้จะเป็นเทรนด์สำคัญที่เห็นกันอยู่ทุกปี แต่ในปี 2021 นี้ Google Search Engine ให้ความสำคัญในเรื่องนี้เพิ่มมากขึ้นเพื่อปรับปรุงข้อมูลที่มีในระบบให้ตอบสนองต่อความต้องการของ User ได้ดีกว่าเดิม และต้องการเว็บไซต์ที่มีการแสดงผลได้อย่างรวดเร็วฉับไว รวมถึงไม่เน้นการทำคอนเทนต์เพื่อเก็บข้อมูล Email หรือบังคับให้ลงทะเบียน

2.ให้ความสำคัญกับระยะเวลาการใช้งานของ User มากกว่า Traffic ปริมาณการเข้าถึง (Traffic) จะถูกลดบทบาทลงและเพิ่มการให้ความสำคัญกับกลุ่มเป้าหมาย (User) เดิมมากยิ่งขึ้น ทำให้การทำคอนเทนต์ควรเป็นไปในลักษณะที่สามารถรักษาฐาน User เก่า โดยมุ่งเน้นการทำคอนเทนต์ที่เป็นประโยชน์และสร้างคุณค่าควบคู่ไปกับการหา User ใหม่

3.สร้างแบรนด์ของตัวเองด้วยการทำ Search Engine Results Page (SERPs) คือ การทำให้หน้าเพจติดอันดับบน Google โดยนำเทคนิค SEO มาใช้ โดยแทรกคีย์เวิร์ดหรือคำที่ใช้ในการค้นหาข้อมูลลงในส่วนต่าง ๆ ของเพจอย่างเหมาะสม และเนื้อหาเพจต้องมีประโยชน์กับ User โดยต้องสร้างสรรค์ข้อมูลใหม่ ๆ อยู่เสมอ เพราะเป็นสิ่งที่ Google จะใช้ในการตัดสินคุณสมบัติของเพจว่าเป็นเพจที่มีประโยชน์ต่อ User หรือไม่

4.ให้ความสำคัญกับการตั้งค่าภายในเว็บไซต์ เพื่อให้เกิดการแสดงข้อมูลที่รวดเร็วฉับไว รองรับการเปิดเว็บไซต์ด้วยอุปกรณ์มือถือ แล็บท็อป หรือแทปเล็ต รวมถึงมีระบบรักษาความปลอดภัยและความเป็นส่วนตัวของ User

5.การทำคอนเทนต์ที่มีเนื้อหาครบถ้วน ในปี 2021 Google ให้ความสำคัญกับการทำคอนเทนต์ที่มีความยาวมากกว่า 1,000 คำขึ้นไป เพราะเป็นจำนวนคำที่สามารถอธิบายเนื้อหาได้โดยละเอียดและเป็นประโยชน์ต่อ User มากที่สุด ทั้งนี้ควรจัดข้อความแต่ละย่อหน้าให้มีลักษณะที่อ่านง่าย เป็นระเบียบ และเลือกใช้คำอธิบายที่สามารถเข้าใจได้ง่าย รวมถึงการใช้คีย์เวิร์ดที่สมเหตุสมผลให้กระจายทั่วคอนเทนต์ในปริมาณที่เหมาะสม

เทคนิคในการทำ SEO หรือ Search Engine Optimization มีการเปลี่ยนแปลงและพัฒนาอยู่เสมอ ผู้ที่ทำเว็บไซต์ คอนเทนต์หรือนักการตลาดออนไลน์ควรหมั่นศึกษาและทำความเข้าใจเพิ่มเติมโดยเร็ว เพื่อนำไปใช้ในการพัฒนาเว็บไซต์ให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

VOICE SERCH เทรนด์ใหม่ สำหรับ SEO ปี 2021

Voice Search คือฟังก์ชั่นการค้นหาด้วยเสียง ของ Google ซึ่งประเทศไทย ยังมีอัตราการใช้งานไม่มากนักเพราะส่วนใหญ่ยังคงคุ้นเคยกับการค้นหาด้วย คำ หรือ Keyword แต่เชื่อหรือไม่ว่า Voice Search กำลังได้รับความนิยมอย่างสูงในหลายประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่นิยมโลกการสื่อสารบนอุปกรณ์เคลื่อนที่ ดังนั้นวันนี้เราจะไปทำความรู้จักกับ Voice Search กันสักนิดว่า มีหลักการทำงานและความสำคัญอย่างไรต่อระบบ SEO ในปี 2021

การทำ SEO (Search Engine Optimization) ด้วยการค้นหาคำตอบบน Google search อาจลดบทบาทลง ด้วยมุมมองใหม่ที่เริ่มปรับตัวจากสถิติการเติบโตของ Voice Search Optimization การค้นหาด้วยเสียง เช่นเดียวกับหลายบริษัทที่หันมาให้ความสำคัญกับฟังก์ชันนี้ เช่น Siri ของ Apple , Alexa ของ Amazon , Cortana ของ Microsoft , และ Bixby ของ Samsung เป็นต้น

แม้ว่าในปัจจุบัน กลุ่มคนที่ใช้แอปพลิเคชันบนมือถือจะยังคงยึดติดกับการค้นหาคำแบบ Keyword เป็นหลัก แต่เราจะเห็นได้ชัดว่า Voice Search มีความทันสมัย ซึ่งเป็นตัวแปรสำคัญในการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าและผลิตภัณฑ์อย่างมีประสิทธิภาพมาก ด้วยผลงานวิจัยจากหลายสถาบันชี้ตรงกันว่า Voice Search มีอัตราการเติบโตจากกลุ่มผู้ใช้เพื่อค้นหาสินค้าและบริการเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วและต่อเนื่อง นับตั้งแต่ปี 2559 จนกระทั่งถึงปัจจุบัน ซึ่งข้อมูลจาก Google ระบุว่าภายในปี 2020 มีผู้ใช้วอยซ์ เสิร์ช เพิ่มขึ้นสูงถึง 50 % จึงอาจเป็นตัวกำหนดทิศทางการทำ SEO รูปแบบใหม่ในอนาคตก็เป็นได้

หากเราพิจารณาถึงข้อได้เปรียบ วอยซ์ เสิร์ช ในกรณีที่เป็นภาษาอังกฤษ คนเราจะพูดได้ 150 คำต่อนาที ในขณะที่ข้อจำกัดของการพิมพ์ค้นหาคำต่าง ๆ ใช้การพิมพ์คำ 40 คำต่อนาที อีกทั้งการค้นหาด้วยเสียงยังมีความสะดวกมากกว่าขณะที่ทำกิจกรรมอื่น ๆ อยู่ เช่น เดิน วิ่ง ขับรถ ทำอาหาร เป็นต้น

ถึงแม้ว่า Voice Search จะมีความทันสมัยและตอบโจทย์ความสะดวกสบายในการชีวิตแบบ New Normal ทำให้ผู้คนเข้าถึงสินค้า บริการ ตลอดจนแหล่งข้อมูลอื่น ๆ ได้อย่างรวดเร็ว แต่ทว่าผลลัพธ์ที่ได้อาจไม่ได้ตรงตามความคาดหมาย 100% สิ่งที่จะตามมาคือปัญหาเรื่องของอารมณ์ความอดทนต่อการค้นหา ผู้คนอาจจะมีความอดทนต่อการรอคอยและสิ่งต่าง ๆ รอบตัวลดน้อยลง เพราะเคยชินกับการที่ได้รับข้อมูลในทันทีจากการสั่งงานด้วยเสียง ซึ่งจะทำให้เกิดปัญหาตามมา เช่น หากสินค้าที่ค้นหาปรากฏขึ้นมาในหน้าแรก ๆ แต่ไม่ใช่แบรนด์ที่ต้องการซื้อ เป็นต้น

ดังนั้นเมื่อ Voice Search เริ่มมีผลกระทบต่อพฤติกรรมของผู้บริโภคมากขึ้น เจ้าของแบรนด์หรือเว็บไซต์จะหวังพึ่งพา SEO เพียงอย่างเดียวไม่ได้ เพราะอาจจะมีการจัดลำดับใหม่และถูกคู่แข่งนำไปได้ จึงต้องเร่งพัฒนารูปแบบเว็บไซต์ เพื่อให้รองรับฟังก์ชัน Voice Search และรูปแบบการค้นหาด้วยเสียงในแอปพลิเคชันอื่น ๆ

นอกจากนี้ก็ควรเพิ่มช่องทางการโปรโมทสินค้าและเว็บไซต์ในโซเชียลมีเดียช่องทางอื่นเพิ่มมากขึ้น ด้วย โดยเน้นการให้ข้อมูลรายละเอียดของสินค้าด้วยเนื้อหาที่เข้าใจง่าย และมีมนุษย์สัมพันธ์ที่ดีกับลูกค้า มีบริการหลังการขายที่ดี เชื่อมโยงลูกค้ากลุ่มเป้าหมายเอาไว้ด้วยกิจกรรมต่าง ๆ ทั้งกลุ่มลูกค้าเก่าและขยายฐานลูกค้าใหม่

เพิ่มปริมาณการเข้าถึง Website ด้วย SEO Keyword 7 ประเภท

สำหรับนักการตลาดคงพอจะทราบถึงความสำคัญของ Keyword, วิธีการคัดสรร keyword ที่ดีและวิธีการนำ Keyword ที่เกี่ยวข้องกับสินค้า บริการหรือจุดประสงค์ของเว็บไซต์มาใช้ทำ Search Engine Optimization (SEO) แต่ด้วยการแข่งขันที่เพิ่มสูงขึ้นทำให้นักการตลาดจึงไม่ใช่กลุ่มเดียวที่ทราบถึงความสำคัญของการนำคีย์เวิร์ดมาใช้

การทราบถึงประเภทคีย์เวิร์ดจะช่วยให้ได้คีย์เวิร์ดคุณภาพที่มีการแข่งขันน้อยกว่าและมีความสามารถใจการเรียกกลุ่มเป้าหมายที่ชัดเจนเข้าสู่เว็บไซต์มากขึ้น โดยประเภทคีย์เวิร์ดที่ควรรู้ มี 7 ประเภท คือ

1.Short-tail Keyword เป็นการใช้คำนามสั้น ๆ ไม่มีความเฉพาะเจาะจง ซึ่งคำเหล่านี้แม้จะมีปริมาณผู้ค้นหาเยอะแต่ก็เป็นคำที่มีจำนวนคู่แข่งเยอะเช่นกัน โดยตัวอย่าง Short-tail Keyword เช่น เสื้อ กางเกง กระเป๋า รองเท้า เป็นต้น

2.Long-tail Keyword เป็นการนำ Short-tail Keyword มาเพิ่มความเฉพาะเจาะจงให้มากขึ้นโดยใช้คำเชื่อม หรือการบอกจำนวน ปริมาณ รุ่น ต่อท้าย เช่น กางเกงขาสั้นผู้หญิง สีขาว สวย ๆ แนะนำ / เสื้อผ้าสาวอวบ ราคาไม่แพง ดูดี / ครีมหน้าขาว มี อย ปลอดภัย เป็นต้น

3.Short-term fresh keyword คำนามสั้น ๆ ที่กำลังเป็นกระแส เช่น ส้มหยุด, ดอกมุราคามิ, แฮรี่พอตเตอร์ ภาคีนกฟีนิกซ์ เป็นต้น ซึ่งคำเหล่านี้เป็นคำที่ช่วยดึงความสนใจให้กลุ่มเป้าหมายที่กำลังสนใจในเรื่องราวที่เป็นกระแสในช่วงขณะนั้น

4.Long-term evergreen keyword เป็นคำที่มีลักษณะกลาง ๆ คือ มีปริมาณการค้นหาไม่น้อยหรือมากเกินไป แต่ยังคงมีการค้นหาอยู่เสมอเป็นช่วงเวลานานหลายเดือน หลายปี เช่น แบบฝึกหัดคณิตศาสตร์, แบบฝึกหัดภาษาอังกฤษ ป.3, พัฒนาการเด็กทารก เป็นต้น

5.Product defining keyword เป็น Keyword ที่เอาลักษณะเด่นของสินค้าหรือบริการมาใช้ในการทำ SEO โดยลักษณะของ Product defining keyword ที่ดีควรมีปริมาณการค้นหาต่ำและมีจำนวนคู่แข่งน้อย เนื่องจากเป็นคำที่มีความเฉพาะเจาะจง

6.Customer defining keyword เป็นการนำลักษณะเด่นของลูกค้ามาใช้ผสาน Short-tail Keyword เพื่อให้เกิดคีย์เวิร์ดที่มีความเฉพาะเจาะจงมากขึ้น เช่น กางเกงสาวอวบ, รองพื้นสาวผิวแทน, ลายเพ้นท์เล็บสั้น, ทรงผมผู้ชายหยักศก เป็นต้น

7.Geo-targeting keyword การเพิ่มตำแหน่งที่ตั้งลงบน Short-tail Keyword เป็นอีกหนึ่งสิ่งที่ช่วยเพิ่มความเฉพาะเจาะจงมากขึ้น Geo-targeting keyword มีลักษณะปริมาณการค้นหาน้อย แต่ช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือและดึงดูดลูกค้าในพื้นที่ให้เข้าสู่ร้านค้ามากขึ้นได้ เช่น ร้านอาหารเวียดนาม พิษณุโลก, เสื้อผ้าเด็กทารก เชียงใหม่, ร้านซ่อมรถบิ๊กไบค์ นวนคร เป็นต้น

Search Engine Optimization หรือ SEO ให้ความสำคัญกับการสร้างคอนเทนต์คุณภาพด้วย Keyword คุณภาพ ซึ่งเทคนิคที่ดีที่สุดในการนำ Keyword ทั้ง 7 ประเภท มาใช้ในการทำ SEO เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือให้กับเว็บไซต์และเพิ่มปริมาณการเข้าถึงเว็บไซต์ให้มากขึ้น ควรนำคีย์เวิร์ดทั้ง 7 ประเภทมาปรับใช้ในการสร้างคอนเทนต์ให้มีความสดใหม่อยู่เสมอ

ปี 2019 เว็บไซต์ SEO ควรเน้นจุดไหนดี

ปี 2019 มีคู่แข่งธุรกิจการค้าออนไลน์เกิดขึ้นมากมาย เนื่องจากกำลังเข้าสู่ยุคเทคโนโลยี 5g ที่ระบบอินเตอร์เน็ตและการสื่อสารช่วยให้การค้าขายสะดวกคล่องตัวยิ่งขึ้น การทำ SEO ให้กับเว็บไซต์ซื้อขายสินค้าออนไลน์ จึงเป็นเรื่องจำเป็นที่ต้องทำการศึกษาให้แน่ชัดว่าควรจะพัฒนาเว็บไซต์ SEO ไปในด้านใด

SEO หรือ Search Engine Optimization เป็นการทำเว็บไซต์เพื่อให้สอดคล้องกับระบบ Algorithm ซึ่งเป็นคอมพิวเตอร์อัจฉริยะของ Search Engine ต่างๆ อันได้แก่ Yahoo , Google , Bing ซึ่งจะมีทีมงานพัฒนาระบบคิดวิเคราะห์เพื่อควบคุมคุณภาพของเว็บไซต์ และมีการจัดลำดับของร้านค้าออนไลน์ที่มีการพัฒนาเว็บไซต์ SEO ที่มีคุณภาพจากสูงมาต่ำ  

การทำ SEO ให้กับเว็บไซต์ จึงเหมือนกับเป็นการสร้างโอกาสในการขาย ดึงดูดใจให้ลูกค้าที่เห็นเว็บไซต์ของคุณที่อยู่ในอันดับต้น ๆ คลิกเข้ามาสู่ร้านค้าด้วยความมั่นใจ ทำให้มีเปอร์เซ็นที่จะขายสินค้าและบริการออนไลน์ของคุณได้มากกว่าเว็บไซต์ที่อยู่อันดับล่างหรือหน้าหลัง ๆ ในหน้าต่างการสืบค้นที่ใช้คีย์บอร์ดเดียวกัน

การทำเว็บไซต์ SEO ในปี 2019 สิ่งที่ควรเน้นย้ำ คือ การเลือก Keyword ที่เหมาะสมด้วยการวิจัย Keyword ซึ่งมีโปรแกรมที่ช่วยในการวิเคราะห์ของ Search Engine เพื่อให้คุณสามารถหยิบคีย์เวิร์ดที่เหมาะสมมาใช้สำหรับการสร้างบทความการผลิตสื่อ มัลติมีเดียต่าง ๆ ที่สอดคล้องกับคีย์เวิร์ดที่ลูกค้ากลุ่มเป้าหมายกำลังค้นหา

ถ้าคุณทำเว็บไซต์ขายกล้องติดหน้ารถ ก็ควรที่จะสืบค้นว่าลูกค้าใช้คีย์เวิร์ดกล้องติดหน้ารถคู่กับคำว่าอะไรบ้าง เช่น กล้องติดหน้ารถแบบไม่สั่นสะเทือน คมชัดสูง เมื่อคุณนำคีย์เวิร์ดนี้มาสร้างเป็นบทความ SEO หรือสร้างสื่อเพื่ออัพเดทลงใน YouTube และเชื่อมโยงลิงค์เข้ามาสู่เว็บไซต์ของคุณ ก็จะทำให้มีโอกาสที่จะมีผู้สนใจมากขึ้น เป็นการเพิ่ม Traffic ให้แก่เว็บไซต์หลักของคุณ ทำให้อันดับของการสืบค้นที่มาจากการวิเคราะห์ของระบบ Algorithm ดียิ่งขึ้น

นอกจากนี้ ยังต้องทำการศึกษาการใช้ระบบ AI ในการทำเป็น Chat Bot ที่ช่วยตอบโต้กับผู้ใช้บริการอย่างสะดวกรวดเร็ว ทำให้ลดเวลาในการรอคอยหรือไม่ว่าจะเป็นทาง Email หรือทางโทรศัพท์

ซึ่งปัจจุบันเว็บไซต์ที่มีการติดตั้ง Chat Bot ในมุมด้านล่างเว็บไซต์ SEO จะยิ่งเพิ่มภาพลักษณ์ที่ทันสมัย สร้างความรวดเร็วในการให้บริการและสามารถช่วยกระตุ้นยอดขายของสินค้าและบริการให้กับเว็บไซต์ได้ดียิ่งขึ้น จึงนับว่าเป็นแนวทางที่สอดคล้องเข้ากับการทำเว็บไซต์ SEO เป็นอย่างดี

หวังว่า เทคนิคที่เรานำเสนอไปจะเป็นแนวทางที่ช่วยให้นักธุรกิจออนไลน์ในปี 2019 ให้ความสำคัญกับการทำเว็บไซต์ SEO ที่มีความชัดเจนและตรงกับกลุ่มเป้าหมายมากยิ่งขึ้น เพื่อให้ธุรกิจของคุณสามารถอยู่รอดและเติบโตได้ดียิ่งขึ้นในปีต่อ ๆ ไป

ปี 2019 เว็บไซต์ SEO ควรเน้นจุดไหน