ทำเพจรับงานใน Fastwork ต้องทำ SEO อย่างไร

หลายคนที่อยากหาอาชีพเสริมด้วยการเป็นฟรีแลนซ์ Fastwork ถือว่าเป็นแหล่งรวมการจ้างงานสำหรับทุกคนที่เป็นคนไทย โดยปัจจุบันมีจำนวนฟรีแลนซ์หลายพันคนที่มีเพจรับงานทุกวัน เรามาดูกันว่าหากคุณต้องการให้เพจรับงานของคุณเป็นที่รู้จัก ถูกแสดงอยู่ในอันดับต้น ๆ คุณจะต้องทำอย่างไร

1.ตอบคำถามอย่างรวดเร็ว
ความรวดเร็วในการตอบหลังจากที่มีคนทักทายเข้ามาทางระบบข้อความ เพื่อสอบถามการจ้างงาน เป็นส่วนสำคัญเบื้องต้นที่สร้างความประทับใจ แสดงถึงความกระตือรือร้นและความพร้อมที่จะรับงานอยู่เสมอ จึงควรตั้งค่าโทรศัพท์ให้ระบบแจ้งเตือนแบบมีเสียง เพื่อจะได้ตอบได้ทันทีที่มีการทักมา ทั้งนี้ ตัวเลขนาทีที่รอคอยการตอบนี้ จะปรากฏในหน้าเพจของฟรีแลนซ์แต่ละคนด้วย

2.เปอร์เซ็นต์การจ้างงานสำเร็จ
การคำนวณจำนวนออเดอร์ที่ทำงานสำเร็จหารด้วยจำนวนครั้งของการสอบถาม เป็นเปอร์เซ็นต์ที่บอกถึงความเป็นมืออาชีพของฟรีแลนซ์ ที่มีสามารถบริหารจัดการรับงานได้แทบทุกรูปแบบ

3.ราคาเฉลี่ยของการขายงาน
การตั้งราคาถูกเพื่อจูงใจให้คนจ้างงาน ไม่ใช่ข้อดีเสมอไปของการทำงานในระบบฟรีแลนซ์ Fastwork เพราะราคาเฉลี่ยที่ต่ำ ย่อมทำให้คุณได้คะแนน SEO ที่น้อยลงไปด้วยและคุณก็ทำงานเหนื่อยไม่คุ้มค่าตอบแทน และอย่าลืมว่า ต้องหักเปอร์เซ็นต์ให้ค่าระบบอำนวยความสะดวกของ Fastwork เริ่มต้นที่ 17% ด้วย หากไม่คิดค่างานเผื่อไว้ในส่วนนี้ มุ่งแต่ตั้งราคาขายงานที่ต่ำที่สุด คุณอาจจะได้ค่าเหนื่อยไม่คุ้มกับผลงานที่ทำออกไป

4.ดาวรีวิวความพอใจ
เป็นผลจากงานที่ทำสำเร็จในอดีต หลังจากที่มีการปิดงานลูกค้าไป ระบบจะมีการเชิญชวนให้ผู้จ้างงานรีวิวผลงานของเพจร้านผ่านดาว 5 ดวง หากได้ความพึงพอใจมาก ก็ได้ดาวเต็ม 5 ดวงไปเลย ถ้าได้คะแนนรวมสะสมจำนวนมากเท่าไร ก็ทำให้เพจร้านมีความน่าเชื่อถือว่าสามารถผลิตผลงานดี ๆ ออกมาให้ลูกค้าได้

5.ทำปกและอัลบั้มรูปบนหน้าเพจให้สวย
ปกและรูปผลงานใส่ได้ถึง 20 รูป ฟรีแลนซ์ควรใส่รูปตัวอย่างผลงาน และเลือกพื้นหลังภาพให้สวยงาม ใส่ใจขนาดตัวอักษรและใส่รายละเอียดที่ไม่มากเกินไปจนรกสายตา จะเป็นตัวกระตุ้นสำคัญ ที่ทำให้คนอยากคลิกเข้ามาจ้างงานและสอบถามข้อมูล

ระบบ SEO อยู่ในทุกแพลตฟอร์ม โดยเป็นตัวคัดกรองคุณภาพของคนทำงานหรือเจ้าของเพจได้เป็นอย่างดี หากคุณต้องการมีรายได้เพิ่มในระบบ Fastwork ก็ต้องใส่ใจในสิ่งทุกอย่างที่กล่าวมาอย่างต่อเนื่อง จะทำให้คุณมีรายได้เสริมสม่ำเสมอแน่นอน

อัปเดตเทคนิค ปรับ SEO on page ประจำปี 2564

ด้วยความสำคัญของการทำเว็บไซต์ที่มีประโยชน์ในการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายในการสร้างชื่อเสียง ความน่าเชื่อถือ หรือเพิ่มยอดขายทำให้มีจำนวนผู้ที่สนใจทำ SEO หรือ Search engine optimization หรือเครื่องมือเพิ่มประสิทธิภาพการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายบนโลกออนไลน์ผ่านเว็บไซต์ค้นหาข้อมูล มากยิ่งขึ้น ซึ่ง SEO on page เป็นองค์ประกอบสำคัญที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพให้กับเว็บไซต์มากยิ่งขึ้นและช่วยให้มีจำนวนผู้เข้าสู่เว็บไซต์มากขึ้นด้วย

เทคนิคที่ช่วยปรับ SEO on page ประจำปี 2564

1.พัฒนาคอนเทนต์ให้มีคุณภาพ
การสร้างคอนเทนต์ที่มีคุณภาพ หมายถึง การสร้างคอนเทนต์ที่มีประโยชน์กับผู้ใช้งาน (Users) และตอบโจทย์ข้อกำหนดของ Search Engine เริ่มต้นด้วยการเลือก Keyword หรือ คำค้นหา ที่มีจำนวนผู้ค้นหาเยอะและมีผู้แข่งขันน้อย โดยเราสามารถวิเคราะห์คีย์เวิร์ดที่ต้องการได้ด้วยเครื่องมือที่ช่วยในการเลือกคำค้นหาที่มีประสิทธิภาพมีหลายเว็บไซต์ เช่น Ubersuggest,Keyword Tool และ Semrush เป็นต้น เมื่อได้คีย์เวิร์ดที่ต้องการจึงนำคีย์เวิร์ดมาใช้ในการสร้างคอนเทนต์และโพสต์คอนเทนต์ลงเว็บไซต์อย่างสม่ำเสมอ ซึ่งการค้นหาคีย์เวิร์ดที่ดีที่สุดมาเพียงคีย์เวิร์ดเดียวและนำมาสร้างเป็นบทความหรือวิดีโอจะช่วยให้เกิดการเข้าถึงเว็บไซต์ได้มีประสิทธิภาพมากที่สุด

2.ไม่มองข้ามความสำคัญของ Meta Tags
Meta Tags คือ คำอธิบายเว็บไซต์ที่แบ่งออกเป็น 4 ประเภทหลัก ๆ ด้วยกัน คือ Title Meta Tags หัวข้อบทความ, Meta Description คำอธิบายใต้หัวข้อบทความอย่างย่อ, Alternative Text (ALT) Tag คำอธิบายรูปภาพและ Meta Viewpoint ฟังก์ชันที่ช่วยกำหนดการแสดงผลให้เข้ากับอุปกรณ์แต่ละประเภท

3.จัดลำดับ Heading Tag ให้ถูกต้อง
“Heading Tag” คือ การจัดลำดับหัวข้อบทความโดยเรียงลำดับตั้งแต่หัวข้อหลักไปยังหัวข้อย่อยที่มีความสำคัญเป็นลำดับรองลงมา โดยในแต่ละ Heading Tag ควรแทรกด้วย Keyword เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการติดอันดับบนหน้าแรกของ Search Engine สาเหตุที่ทำให้ Heading Tag มีผลต่อการเพิ่มประสิทธิภาพในการทำ SEO เพราะช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถอ่านข้อมูลได้ง่าย ซึ่ง Search Engine จะมองว่าบทความดังกล่าวมีเนื้อหาที่เป็นประโยชน์ ง่ายต่อการทำความเข้าใจและง่ายต่อการเก็บข้อมูล

4.ใช้รูปภาพหรืออินโฟกราฟิกเพื่อสร้างความน่าสนใจ
การใช้ภาพอินโฟกราฟิกจะช่วยให้หน้าบทความมีความสวยงาม น่าสนใจและช่วยในการสรุปข้อมูลที่มีรายละเอียดเยอะให้มีความน่าสนใจและสามารถทำความเข้าใจได้ง่ายมากขึ้น โดยภาพที่ดีควรมีขนาดพอเหมาะและสามารถปรับขนาดตามอุปกรณ์ได้อย่างเหมาะสม รวมถึงมีการตั้งชื่อรูปภาพด้วย Keyword เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำ SEO

การปรับ SEO On Page ด้วยเทคนิคทั้ง 4 ข้อ จะช่วยในการแสดงผลบนหน้าแรกและทำให้อันดับเลื่อนขึ้น ซึ่งมีผลต่อการสร้างปริมาณการเข้าถึงเว็บไซต์และช่วยกระตุ้นยอดขายสินค้าหรือบริการบนเว็บไซต์ให้มากยิ่งขึ้น

เทคนิคการเขียน Headline ดึงดูดใจ ดัน SEO ติดอันดับสูง

เว็บไซต์และสื่อออนไลน์ในปัจจุบันมีอยู่มากมายจนยากที่เว็บไซต์ของคุณจะโดดเด่นเป็นที่รู้จัก แม้จะมีการออกแบบโครงสร้างเว็บไซต์อย่างดี อัดแน่นไปด้วยบทความน่าสนใจและมีประโยชน์ แต่ทำไมไม่มีคนเข้ามาอ่าน สาเหตุอาจเป็นเพราะชื่อเรื่องหรือ Headline นั้นไม่โดนใจมากพอ ถ้าต้องการจุดกระแสให้คนเข้ามาอ่านบทความและทำให้เว็บไซต์มีความเคลื่อนไหวมากขึ้น ซึ่งมีผลต่อการเลื่อนอันดับ SEO แนะนำให้เรียนรู้เทคนิคการเขียนหัวข้อบทความให้น่าสนใจและคนอยากคลิกเข้าอ่าน ดังนี้

1.การตั้งหัวข้อแบบ How to เช่น วิธีการง่าย ๆ ที่จะดึงดูดผู้อ่านที่ต้องการรับรู้ข้อมูลหรือเรียนรู้วิธีการต่าง ๆ จูงใจให้คนคลิกเข้าไปอ่านเพื่อหาคำตอบที่พอใจ การตั้งชื่อ How to จึงเป็นการเจาะลึกความต้องการของผู้อ่านโดยตรง สำหรับการตั้งชื่อบทความให้เน้นการแนะนำวิธีลัดช่วยประหยัดเวลา เช่น

  • ขั้นตอนง่าย ๆ ที่ช่วยให้ได้ผลลัพธ์ที่มีประสิทธิภาพ
  • ขั้นตอนที่ทำให้ประสบความสำเร็จอย่างรวดเร็วตรงตามเป้าหมาย

2.การตั้งหัวข้อเกี่ยวกับเคล็ดลับและเส้นทางสู่ความสำเร็จ เช่น “5 เทคนิคการเพิ่มยอดขาย” จะช่วยดึงดูดความสนใจจากผู้อ่านที่ต้องการคำแนะนำข้อมูลดี ๆ หรือมีตัวอย่างที่ช่วยให้มีโอกาสก้าวไปสู่เส้นทางความสำเร็จง่ายและเร็วขึ้น

3.การตั้งชื่อบทความด้วยคำถาม ใคร ทำอย่างไร ทำไม ช่วยไขข้อสงสัย ทำให้ผู้ที่กำลังค้นหาคำตอบ คลิกเข้ามาอ่านบทความมากขึ้น

4.การตั้งชื่อบทความที่จะช่วยให้ผู้อ่านเตรียมรับมือกับปัญหา หรือหลีกเลี่ยงไม่ให้เกิดปัญหาขึ้น เช่น

  • ถ้าไม่ทำอย่างนี้อาจต้องเจอปัญหาอะไรบ้าง
  • อย่าด่วนตัดสินใจ ถ้ายังไม่ได้อ่านตรงนี้
  • ความจริงเกี่ยวกับธุรกิจนี้ที่คุณไม่เคยรู้
  • ทำไมถึงล้มเหลว ทำอย่างไรถึงประสบความสำเร็จ

5.การตั้งชื่อบทความที่เกี่ยวกับความผิดพลาด เช่น สิ่งที่คนรวยทำหรือสิ่งที่ไม่ควรทำ เพื่อให้รู้ว่าปัญหาของธุรกิจหรือการงานนั้นคืออะไร ต้องทำอย่างไรจึงป้องกันปัญหาหรือควรแก้ไขตรงจุดไหนบ้าง นับเป็นหัวข้อที่มีคนสนใจคลิกเข้าอ่านจำนวนมาก

6.การตั้งชื่อบทความเกี่ยวกับข้อดีและประโยชน์ที่จะได้รับ ดึงดูดใจผู้สนใจอยากคลิกเข้าอ่านทันที เพราะอธิบายถึงแนวทางที่จะประสบความสำเร็จ คล้ายกับการหัวข้อแนะนำวิธีการทำสิ่งต่าง ๆ เพียงแต่เน้นไปที่ผลลัพธ์และประโยชน์ที่จะได้ในอนาคต

7.เลือกคีย์เวิร์ดที่น่าสนใจและดึงดูดความสนใจให้คลิกอ่าน เช่น คุณต้องรู้, เคล็ดลับ, เทคนิคง่าย ๆ , วิธีลัด, ความลับที่ไม่มีใครบอก, สุดยอดวิธี, มืออาชีพ, น่าสนใจ เนื่องจากคำพวกนี้ทำให้สนใจอยากรู้อยากลอง และคลิกเข้าไปดูบทความมากขึ้น

การเขียนคอนเทนต์ที่มีคุณภาพจำเป็นต้องศึกษาหลายด้าน ทั้งการเขียนเนื้อหาที่น่าอ่าน การตั้งชื่อที่น่าสนใจ และคีย์เวิร์ดที่เหมาะสม ช่วยให้การทำ SEO มีประสิทธิภาพมากกว่าเดิม โดยวัดผลลัพธ์ได้จากอันดับที่เลื่อนขึ้นในเสิร์จเอ็นจิ้น

ทำความรู้จักกับ SEO ช่วยสร้างยอดขายได้ตามเป้า

อย่างที่หลายคนทราบกันดีว่า SEO คือแนวทางที่ดีในการทำให้เว็บไซต์ต่าง ๆ ติดลำดับการค้นหาในหน้าการค้นหา เมื่อเราทำการกดค้นหาด้วยคำสำคัญต่าง ๆ ที่มีความเกี่ยวข้องกับสินค้าและบริการนั้น ๆ ด้วยที่ว่า SEO นั้นย่อมาจากคำว่า Search engine optimization โดย SEO เป็นสิ่งที่เราสามารถทำได้ในช่องทางออนไลน์ต่าง ๆ ทั้ง www.google.com , www.youtube.com, www.bing.com และอื่น ๆ อีกมากมาย เช่นนั้นทำให้การทำ SEO เป็นสิ่งที่สำคัญ สามารถช่วยสร้างประโยชน์ในระยะยาวสำหรับเจ้าของธุรกิจทุกคน

การสร้างยอดขายสินค้าและบริการต่าง ๆ มากขึ้น ต้องอาศัยปัจจัยหลายอย่าง ส่วนที่ขาดไม่ได้เลยก็คือการเพิ่มฐานลูกค้าจากการเข้าถึงเว็บไซต์ของสินค้าหรือบริการมากขึ้น ซึ่งการที่จะมีผู้คนเข้าถึงข้อมูล หรือเว็บไซต์ได้มากขึ้น เว็บไซต์นั้นต้องไปอยู่ในหน้าการค้นหาหน้าแรกเพื่อที่จะเพิ่มโอกาสในการกดเข้าไปยังเนื้อหาของเว็บไซต์ อย่างที่เรามักมีการค้นหาข้อมูลใน www.google.com เมื่อกดค้นหาแล้ว เราจะพบว่ามีเว็บไซต์ต่าง ๆ ปรากฏขึ้นมาหลากหลายเว็บไซต์ โดยผู้คนก็จะเลือกกดเข้าไปดูข้อมูลในเว็บไซต์แรก ๆ ที่อยู่ในหน้าการค้นหาหน้าแรกนั่นเอง

ด้านบนสุดของหน้าการค้นหาจะเป็นเว็บไซต์ที่มาจากการซื้อโฆษณา ซึ่งก็จะมีตัวอักษรระบุบอกไว้ว่าเป็นโฆษณา หมายถึงเจ้าของเว็บไซต์ของธุรกิจและบริการนั้นได้ประมูลพื้นที่โฆษณา ซึ่งถ้าหากเราใช้วิธีการซื้อโฆษณาไปอย่างต่อเนื่องเป็นเวลาหลายสัปดาห์ หลายเดือน ก็จะทำให้สิ้นเปลืองงบการโฆษณาค่อนข้างมาก หากว่าคุณเป็นธุรกิจที่ยังไม่ได้มีผลประกอบการที่สูงมากหรือมีงบในการโฆษณาเยอะ การทำ SEO เพื่อให้เว็บไซต์ค่อย ๆ ไต่อันดับขึ้นมาอยู่ในหน้าการค้นหาหน้าแรก ถือว่าเป็นสิ่งที่ตอบโจทย์ได้ดีกว่า เพราะไม่ต้องเสียเงินค่าลงโฆษณา

วิธีการทำ SEO ประกอบไปด้วยส่วนสำคัญต่าง ๆ ทั้ง การปรับแต่งและจัดการ Keyword ในเนื้อหา กล่าวคือในเนื้อหาต่าง ๆ ของเว็บไซต์ต้องมีการสอดแทรก Keyword หรือคำสำคัญต่าง ๆ อย่างเหมาะสม เช่น ในย่อหน้าแรกควรมีคำสำคัญหลักสอดแทรกอยู่อย่างน้อย 1 คำ และในย่อหน้าถัดมาก็ควรมีคีย์เวิร์ดรองสอดแทรกอยู่ด้วย ในส่วนที่สองคือ การปรับแต่งและจัดการ Page Title และ Meta Description วิธีการก็คือพิจารณารายละเอียดของส่วนต่าง ๆ โดยให้คำสำคัญที่ต้องการตั้งเป็นคำแรกในส่วนของ Title เป็นต้น

ที่อธิบายมาข้างต้นเป็นข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับการทำ SEO ให้ไปถึงเป้าหมาย มียอดขายเพิ่มมากขึ้น ถ้ามีการทำ SEO อย่างต่อเนื่องและทำอย่างมีประสิทธิภาพ โดยใช้ความอดทนและมีความตั้งใจ การนำเว็บไซต์ไต่อันดับขึ้นไปเป็นเว็บไซต์อันดับต้น ๆ ในผลการค้นหาหน้าแรกก็ไม่ใช่เรื่องยากอย่างที่คิด

ทำ SEO อย่างไร ให้เว็บไซต์ติดอันดับการค้นหายอดนิยม

สำหรับการทำ SEO หรือที่รู้จักกันในชื่อของ Search Engine Optimization เป็นวิธีการที่ได้รับความนิยมอย่างมากในปัจจุบัน ในทางปฏิบัติเป็นวิธีการที่เราสามารถศึกษาค้นคว้าและทำได้ด้วยตัวเองในบางจุด แต่ในบางเรื่องที่จำเป็นจะต้องใช้ความรู้และทักษะในด้านของการปรับแต่งเว็บไซต์ เราก็ไม่สามารถทำได้ทั้งหมดถ้าไม่มีความเชี่ยวชาญหรือประสบการณ์มากพอ เพราะอาจทำให้กระบวนการและผลลัพธ์ที่ได้ออกมานั้นไม่ได้คุณภาพเท่าที่ควร ดังนั้นการศึกษารายละเอียด การปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ นักทำเว็บไซต์มืออาชีพก็ถือว่าเป็นวิธีการที่มีความเหมาะสมสำหรับผู้ที่ต้องการประสบความสำเร็จตามเป้าหมาย เช่น ยอดขายสินค้าเพิ่มขึ้น หรือคนเข้าชมมากขึ้น

ก่อนอื่นเราต้องมาทำความรู้จักกับข้อดีของการทำ SEO ก่อนว่ามีอะไรบ้าง ทำไมเราจึงต้องทำ ซึ่งข้อดีของการทำ SEO ที่สามารถสังเกตเห็นได้อย่างชัดเจนก็คือเราจะได้พื้นที่ในหน้าแรกของผลการค้นหาใน Google จากการที่มีผู้คนพิมพ์และกดค้นหาคีย์เวิร์ดต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับสินค้า ผลิตภัณฑ์ หรือบริการต่าง ๆ ที่เราประกอบการอยู่ หากอยู่ในอันดับ 1-5 ก็มีส่วนแบ่งผู้เข้าชมมากกว่าอันดับที่ 6-10

แล้วจะต้องทำ SEO อย่างไร

ในการทำ SEO นั้น อย่างแรกที่เราต้องรู้ก็คือ สินค้าหรือบริการของเรานั้น กลุ่มเป้าหมายหรือลูกค้านิยมใช้คำว่าอะไรในการพิมพ์เพื่อค้นหาข้อมูล ซึ่งก็อาจจะไม่ได้มีเพียงแค่ 1-2 คำ อาจจะมี 5-10 คำหรือมากกว่าก็ได้ โดยมีทั้งคำค้นหาแบบเดี่ยว ๆ หรือคำค้นหาที่มีหลาย ๆ คำ ผสมอยู่ในนั้น เราต้องนำคีย์เวิร์ดต่าง ๆ เหล่านี้มาใช้ให้เป็นประโยชน์ เพื่อที่จะสามารถเพิ่มคะแนนให้กับเว็บไซต์ของเราในการไต่อันดับเมื่อมีผู้คนใส่คำค้นหาที่เป็นคีย์เวิร์ดนั้น ๆ โดยเราอาจจะต้องเลือกคำค้นหาที่มีปริมาณของผู้คนคลิกค้นหามากเป็นลำดับต้น ๆ เพื่อที่จะใช้เป็นคีย์เวิร์ดชุดหลักที่จะสร้างความสอดคล้องและเนื้อหาต่าง ๆ ภายในเว็บไซต์ให้มีการสอดแทรกคีย์เวิร์ดต่าง ๆ เหล่านั้นอย่างเหมาะสม ซึ่งเนื้อหาต่าง ๆ ที่อยู่ในเว็บไซต์ก็ควรมีความถี่ในการใส่คีย์เวิร์ดอย่างพอดีด้วย หากใส่มากเกินไปก็กลับเป็นผลทางลบได้

สำหรับเนื้อหาต่าง ๆ ที่มีความน่าสนใจ เป็นเรื่องใหม่ เป็นประโยชน์สำหรับผู้อ่านที่เข้ามาชมเว็บไซต์ ก็เป็นตัวช่วยหนึ่งที่จะทำให้เว็บไซต์ของเราได้รับการไต่อันดับที่ดีขึ้น เพราะได้รับความสนใจ มีการกดแชร์ กดคลิกเข้าชมจำนวนมากนั่นเอง ถ้าคุณต้องการทำ SEO ให้ได้ผลแล้วล่ะก็ เนื้อหาโครงสร้างเว็บไซต์ ความน่าเชื่อถือของเว็บไซต์ เป็นปัจจัยสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม ถ้าเราได้มีการสร้างสรรค์ ปรับปรุง เนื้อหา โครงสร้างต่าง ๆ ให้ดีขึ้น ให้มีคุณสมบัติตรงกับที่ทาง search engine และ Google ต้องการได้มากที่สุด ก็จะส่งผลดีต่อ SEO เป็นอย่างมาก เมื่อรวมกับเนื้อหาที่น่าอ่าน ถูกใจคนอ่าน ก็ยิ่งส่งเสริมให้มีอันดับนำคู่แข่งได้อย่างที่ต้องการ

ข้อดีของการทำ SEO ให้เว็บไซต์และ Facebook

SEO สามารถทำได้ทั้งกับ search engine อย่าง Google และเพจบน Facebook คนไทยจำนวนหลายล้านคนที่ใช้ทั้ง 2 ช่องทางนี้ ในการหาข้อมูลและเลือกซื้อสินค้าต่าง ๆ เป็นประจำ ถ้าคุณทำ SEO ให้กับเว็บไซต์คู่กับเพจใน Facebook ตัวเอง ก็จะได้รับประโยชน์หลายด้าน ดังนี้

1.ทำให้คนรู้จักร้านคุณมากขึ้น
ไม่ว่าคุณจะทำแบรนด์สินค้าของตัวเองหรือเป็นตัวแทนร้านค้าเพื่อนำเข้าและจัดจำหน่ายสินค้าต่าง ๆ เช่น ผลิตภัณฑ์อาหารเสริม เสื้อผ้ารองเท้า สินค้าแฟชั่น เครื่องใช้ไฟฟ้า อุปกรณ์ไอที เครื่องสำอาง ฯลฯ คุณจะสามารถมียอดขายที่เพิ่มขึ้นได้ เพราะร้านคุณจะมีโอกาสอยู่ในอันดับต้น ๆ ของหน้าผลการค้นหา Google ตลอดเวลา จึงทำให้มีคนเห็นร้านค้าของคุณบ่อยยิ่งขึ้น

2.ทำให้เว็บและเพจคุณถูกค้นเจอได้ง่ายจากช่อง search
ทั้ง Facebook และ Google ต่างก็มีช่องค้นหาหรือ search เพื่อให้ผู้คนใส่คีย์เวิร์ดลงไป เช่น หากคุณเป็นตัวแทนจำหน่ายน้ำหอม ก็ต้องทำ SEO ให้กับคีย์เวิร์ดที่เป็นชื่อน้ำหอมนั้น ๆ และเมื่อมีเนื้อหาที่มากเพียงพอ เว็บไซต์และเพจใน Facebook ของคุณ ก็จะมีโอกาสถูกนำเสนอในอันดับต้น ๆ เมื่อมีการค้นหา หากยิ่งอยู่ในอันดับ 1-3 ได้ คุณก็มั่นใจได้เลยว่าจะได้รับยอดการสั่งซื้อที่เพิ่มมากขึ้นไปด้วย

3.ทำให้เอาชนะคู่แข่งสินค้าประเภทเดียวกันได้
มีการวิจัยทางการตลาดพบว่าเว็บไซต์และเพจที่อยู่ในที่ถูกนำเสนอในอันดับที่ 1 จะได้รับยอดการสั่งซื้อมากกว่าอันดับที่ 2 และ 3 ที่ใช้คีย์เวิร์ด SEO ขายสินค้าแบบเดียวกันได้มากกว่า 75% แปลว่า ถ้าคุณทำ SEO อย่างสม่ำเสมอ จะสามารถตัดคู่แข่งทางการค้าออกไปได้เป็นจำนวนมาก ทำให้ธุรกิจของคุณเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง มีแนวโน้มที่ดีสำหรับธุรกิจออนไลน์ในระยะยาวอย่างยั่งยืน

4.สามารถขยายตลาดไปต่างประเทศได้อย่างรวดเร็ว
ถ้าเป็นในอดีต หากคุณจะขยายฐานลูกค้าไปต่างประเทศ จะต้องเดินทางโปรโมทสินค้า หรือใช้ช่องทางประชาสัมพันธ์หลากหลายวิธี แต่ในปัจจุบัน เพียงทำ SEO ก็สามารถประหยัดค่าใช้จ่ายในการโปรโมท และทำให้ร้านค้าออนไลน์ของคุณถูกสืบค้นเจอจากหน้าจอคอมพิวเตอร์ของกลุ่มลูกค้าเป้าหมายได้ตลอดเวลา ไม่ว่าจะอยู่ที่ใดของโลก และหากคุณสามารถนำเสนอผ่านคลิปหรือไลฟ์สดเป็นภาษาต่างประเทศได้ด้วย ก็จะยิ่งทำให้เพิ่มโอกาสเข้าถึงลูกค้าชาวต่างชาติ เพิ่มความเชื่อมั่นให้ลูกค้าต่างชาติมากยิ่งขึ้น การันตีได้ว่าจะมียอดการสั่งซื้อสินค้าที่สูงขึ้นตามมา

การทำ SEO มีข้อดีหลายประการ ตั้งแต่การเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงลูกค้ากลุ่มใหม่ ๆ ช่วยย้ำเตือนให้ลูกค้ากลุ่มเก่าเชื่อมั่นในแบรนด์ของคุณที่มีการเติบโตขึ้นอย่างสม่ำเสมอ และยังเพิ่มยอดขายสร้างชื่อเสียงให้กับเว็บไซต์และเพจ Facebook ของคุณได้ด้วย

Update เทรนด์ SEO ประจำปี 2021 ที่คนทำคอนเทนต์ควรรู้!

สำหรับคนทำคอนเทนต์บนโลกอินเทอร์เน็ตย่อมรู้ถึงความสำคัญในการทำ SEO หรือ Search Engine Optimization หรือเครื่องมือที่ช่วยเพิ่ม Traffic บนเว็บไซต์อยู่แล้ว แต่ทุก ๆ ปีเทรนด์การทำ SEO จะมีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ เนื่องจากระบบ Search Engine ต้องการเพิ่มเว็บไซต์และคอนเทนต์ที่ประสิทธิภาพเพิ่มมากขึ้น ซึ่งในปี 2021 เทรนด์ SEO มีการเปลี่ยนแปลง ดังนี้

1.ให้ความสำคัญกับผู้ใช้งาน (User) เป็นหลัก การทำคอนเทนต์ควรให้ความสำคัญกับประโยชน์ที่ User จะได้รับ โดยแทรกคีย์เวิร์ดที่ใช้ในการค้นหาในปริมาณที่เหมาะสม แม้ว่าเทรนด์นี้จะเป็นเทรนด์สำคัญที่เห็นกันอยู่ทุกปี แต่ในปี 2021 นี้ Google Search Engine ให้ความสำคัญในเรื่องนี้เพิ่มมากขึ้นเพื่อปรับปรุงข้อมูลที่มีในระบบให้ตอบสนองต่อความต้องการของ User ได้ดีกว่าเดิม และต้องการเว็บไซต์ที่มีการแสดงผลได้อย่างรวดเร็วฉับไว รวมถึงไม่เน้นการทำคอนเทนต์เพื่อเก็บข้อมูล Email หรือบังคับให้ลงทะเบียน

2.ให้ความสำคัญกับระยะเวลาการใช้งานของ User มากกว่า Traffic ปริมาณการเข้าถึง (Traffic) จะถูกลดบทบาทลงและเพิ่มการให้ความสำคัญกับกลุ่มเป้าหมาย (User) เดิมมากยิ่งขึ้น ทำให้การทำคอนเทนต์ควรเป็นไปในลักษณะที่สามารถรักษาฐาน User เก่า โดยมุ่งเน้นการทำคอนเทนต์ที่เป็นประโยชน์และสร้างคุณค่าควบคู่ไปกับการหา User ใหม่

3.สร้างแบรนด์ของตัวเองด้วยการทำ Search Engine Results Page (SERPs) คือ การทำให้หน้าเพจติดอันดับบน Google โดยนำเทคนิค SEO มาใช้ โดยแทรกคีย์เวิร์ดหรือคำที่ใช้ในการค้นหาข้อมูลลงในส่วนต่าง ๆ ของเพจอย่างเหมาะสม และเนื้อหาเพจต้องมีประโยชน์กับ User โดยต้องสร้างสรรค์ข้อมูลใหม่ ๆ อยู่เสมอ เพราะเป็นสิ่งที่ Google จะใช้ในการตัดสินคุณสมบัติของเพจว่าเป็นเพจที่มีประโยชน์ต่อ User หรือไม่

4.ให้ความสำคัญกับการตั้งค่าภายในเว็บไซต์ เพื่อให้เกิดการแสดงข้อมูลที่รวดเร็วฉับไว รองรับการเปิดเว็บไซต์ด้วยอุปกรณ์มือถือ แล็บท็อป หรือแทปเล็ต รวมถึงมีระบบรักษาความปลอดภัยและความเป็นส่วนตัวของ User

5.การทำคอนเทนต์ที่มีเนื้อหาครบถ้วน ในปี 2021 Google ให้ความสำคัญกับการทำคอนเทนต์ที่มีความยาวมากกว่า 1,000 คำขึ้นไป เพราะเป็นจำนวนคำที่สามารถอธิบายเนื้อหาได้โดยละเอียดและเป็นประโยชน์ต่อ User มากที่สุด ทั้งนี้ควรจัดข้อความแต่ละย่อหน้าให้มีลักษณะที่อ่านง่าย เป็นระเบียบ และเลือกใช้คำอธิบายที่สามารถเข้าใจได้ง่าย รวมถึงการใช้คีย์เวิร์ดที่สมเหตุสมผลให้กระจายทั่วคอนเทนต์ในปริมาณที่เหมาะสม

เทคนิคในการทำ SEO หรือ Search Engine Optimization มีการเปลี่ยนแปลงและพัฒนาอยู่เสมอ ผู้ที่ทำเว็บไซต์ คอนเทนต์หรือนักการตลาดออนไลน์ควรหมั่นศึกษาและทำความเข้าใจเพิ่มเติมโดยเร็ว เพื่อนำไปใช้ในการพัฒนาเว็บไซต์ให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

4 ข้อควรรู้เกี่ยวกับการทำคีย์เวิร์ด SEO

ผู้เชี่ยวชาญด้านการตลาดแนะนำให้นักธุรกิจยุคใหม่ทำเว็บไซต์ออนไลน์ตามระบบ SEO ที่ Google กำหนด เพื่อให้มีอันดับการสืบค้นที่ดี เพิ่มโอกาสในการเข้าถึงลูกค้ากลุ่มเป้าหมายและเพิ่มยอดการขายสินค้าได้มากกว่าเดิม ซึ่งสิ่งสำคัญที่ขาดไม่ได้คือการใช้คีย์เวิร์ดต่าง ๆ อย่างเหมาะสมไม่ว่าจะทำธุรกิจขายสินค้าและบริการประเภทใดก็ตาม

เรามาดูกันว่ามี 4 สิ่งที่คุณควรรู้เกี่ยวกับการทำคีย์เวิร์ด SEO อะไรบ้าง

1.ควรใส่คีย์เวิร์ด SEO กระจายทั่วไปหลายตำแหน่ง
คีย์เวิร์ด SEO ควรอยู่ในส่วนสำคัญต่าง ๆ ที่ระบบอัลกอริทึมของกูเกิ้ลจะมาเก็บข้อมูลเป็นระยะ เช่น หัวข้อเรื่อง ส่วนคำอธิบายหรือ Meta Description คำนำ เนื้อเรื่องและสรุป ตำแหน่งละ 1-2 ครั้ง ไม่ควรมากกว่านี้ เพื่อไม่ให้เข้าข่ายการสแปม keyword ที่สร้างความรำคาญแก่ผู้อ่าน ทั้งนี้อาจแยกเป็นคีย์เวิร์ดหลักและรองเพื่อเสริมประสิทธิภาพในการค้นหาด้วย

2.วิเคราะห์คีย์เวิร์ดให้ดีก่อนใช้
คีย์เวิร์ดที่ดีต้องผ่านการวิเคราะห์เปรียบเทียบอำนาจการแข่งขัน เช่น การใช้โปรแกรมวิเคราะห์คีย์เวิร์ด SEO อย่าง Ubersuggest หรือ Google search console เพื่อให้บทความต่าง ๆ ที่เขียนมีโอกาสปรากฏสู่สายตาผู้อ่านมากขึ้น หรือเทคนิคอย่างง่ายสำหรับมือใหม่ก็คือการลองพิมพ์คีย์เวิร์ดสั้น ๆ ลงในช่องของ Google search จะปรากฏวลีสั้น ๆ ขึ้นมาอัตโนมัติ คำเหล่านั้นคือคำที่มีผู้นิยมใช้สืบค้นที่คุณควรนำไปใช้ในบทความรวมถึงการตั้งชื่อรูปภาพประกอบบทความด้วย

3.คีย์เวิร์ดควรจำเพาะเจาะจงมากขึ้น
ในอดีตนั้นการใช้คีย์เวิร์ดจะนิยมทำเป็นคำสั้น ๆ มีความหมายกว้างเพื่อเข้าถึงกลุ่มคนจำนวนมาก เช่น เสื้อผ้าแฟชั่น, สินค้าไอที, รองเท้ากีฬา ฯลฯ แต่ในปัจจุบันมีการศึกษาว่าควรใช้คีย์เวิร์ดที่มีความยาวและระบุกลุ่มเป้าหมาย ลักษณะของสินค้ามากขึ้น เช่น เดรสแฟชั่นเกาหลีฤดูร้อน, รองเท้า air max Nike สีส้ม ผู้หญิง ฯลฯ เพื่อเข้าถึงกลุ่มคนที่มีความต้องการเฉพาะด้าน จะทำให้เพิ่มเปอร์เซ็นต์ในการขายสินค้าและบริการได้มากกว่าเดิมหลายเท่าตัว

4.ใช้ Yoast SEO ประเมินคุณภาพ
นอกจากต้องทำบทความใส่คีย์เวิร์ดตามสามข้อแรกแล้ว ยังต้องศึกษาการใช้งานโปรแกรม Yoast SEO ที่จะวิเคราะห์ได้อย่างละเอียดว่าบทความที่ทำออกมาแล้วมีคุณภาพอยู่ในระดับใด มีอำนาจการแข่งขันเทียบเคียงกับบทความอื่น ๆ ที่นำเสนอออนไลน์อยู่แล้วหรือไม่

นอกจากการเลือกใช้คีย์เวิร์ด SEO จาก 4 ข้อที่กล่าวมา การเลือก hosting ที่ดีก็ยังจำเป็น เพราะหากลูกค้ามีปัญหาในการเข้าเว็บไซต์ เช่น ดาวน์โหลดข้อมูลช้า มีปัญหาเว็บล่มบ่อย ก็จะไม่ประทับใจและไม่อยากกลับเข้ามาใช้บริการอีก เท่ากับคุณเสียอำนาจในการแข่งขันทางธุรกิจให้แก่คู่แข่งไปโดยปริยายด้วย หวังว่าบทความนี้จะช่วยให้ทุกท่านได้นำไปปรับใช้เพื่อแก้ไขจุดอ่อนเสริมจุดแข็งของเว็บไซต์คุณให้ดียิ่งขึ้นต่อไป

VOICE SERCH เทรนด์ใหม่ สำหรับ SEO ปี 2021

Voice Search คือฟังก์ชั่นการค้นหาด้วยเสียง ของ Google ซึ่งประเทศไทย ยังมีอัตราการใช้งานไม่มากนักเพราะส่วนใหญ่ยังคงคุ้นเคยกับการค้นหาด้วย คำ หรือ Keyword แต่เชื่อหรือไม่ว่า Voice Search กำลังได้รับความนิยมอย่างสูงในหลายประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่นิยมโลกการสื่อสารบนอุปกรณ์เคลื่อนที่ ดังนั้นวันนี้เราจะไปทำความรู้จักกับ Voice Search กันสักนิดว่า มีหลักการทำงานและความสำคัญอย่างไรต่อระบบ SEO ในปี 2021

การทำ SEO (Search Engine Optimization) ด้วยการค้นหาคำตอบบน Google search อาจลดบทบาทลง ด้วยมุมมองใหม่ที่เริ่มปรับตัวจากสถิติการเติบโตของ Voice Search Optimization การค้นหาด้วยเสียง เช่นเดียวกับหลายบริษัทที่หันมาให้ความสำคัญกับฟังก์ชันนี้ เช่น Siri ของ Apple , Alexa ของ Amazon , Cortana ของ Microsoft , และ Bixby ของ Samsung เป็นต้น

แม้ว่าในปัจจุบัน กลุ่มคนที่ใช้แอปพลิเคชันบนมือถือจะยังคงยึดติดกับการค้นหาคำแบบ Keyword เป็นหลัก แต่เราจะเห็นได้ชัดว่า Voice Search มีความทันสมัย ซึ่งเป็นตัวแปรสำคัญในการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าและผลิตภัณฑ์อย่างมีประสิทธิภาพมาก ด้วยผลงานวิจัยจากหลายสถาบันชี้ตรงกันว่า Voice Search มีอัตราการเติบโตจากกลุ่มผู้ใช้เพื่อค้นหาสินค้าและบริการเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วและต่อเนื่อง นับตั้งแต่ปี 2559 จนกระทั่งถึงปัจจุบัน ซึ่งข้อมูลจาก Google ระบุว่าภายในปี 2020 มีผู้ใช้วอยซ์ เสิร์ช เพิ่มขึ้นสูงถึง 50 % จึงอาจเป็นตัวกำหนดทิศทางการทำ SEO รูปแบบใหม่ในอนาคตก็เป็นได้

หากเราพิจารณาถึงข้อได้เปรียบ วอยซ์ เสิร์ช ในกรณีที่เป็นภาษาอังกฤษ คนเราจะพูดได้ 150 คำต่อนาที ในขณะที่ข้อจำกัดของการพิมพ์ค้นหาคำต่าง ๆ ใช้การพิมพ์คำ 40 คำต่อนาที อีกทั้งการค้นหาด้วยเสียงยังมีความสะดวกมากกว่าขณะที่ทำกิจกรรมอื่น ๆ อยู่ เช่น เดิน วิ่ง ขับรถ ทำอาหาร เป็นต้น

ถึงแม้ว่า Voice Search จะมีความทันสมัยและตอบโจทย์ความสะดวกสบายในการชีวิตแบบ New Normal ทำให้ผู้คนเข้าถึงสินค้า บริการ ตลอดจนแหล่งข้อมูลอื่น ๆ ได้อย่างรวดเร็ว แต่ทว่าผลลัพธ์ที่ได้อาจไม่ได้ตรงตามความคาดหมาย 100% สิ่งที่จะตามมาคือปัญหาเรื่องของอารมณ์ความอดทนต่อการค้นหา ผู้คนอาจจะมีความอดทนต่อการรอคอยและสิ่งต่าง ๆ รอบตัวลดน้อยลง เพราะเคยชินกับการที่ได้รับข้อมูลในทันทีจากการสั่งงานด้วยเสียง ซึ่งจะทำให้เกิดปัญหาตามมา เช่น หากสินค้าที่ค้นหาปรากฏขึ้นมาในหน้าแรก ๆ แต่ไม่ใช่แบรนด์ที่ต้องการซื้อ เป็นต้น

ดังนั้นเมื่อ Voice Search เริ่มมีผลกระทบต่อพฤติกรรมของผู้บริโภคมากขึ้น เจ้าของแบรนด์หรือเว็บไซต์จะหวังพึ่งพา SEO เพียงอย่างเดียวไม่ได้ เพราะอาจจะมีการจัดลำดับใหม่และถูกคู่แข่งนำไปได้ จึงต้องเร่งพัฒนารูปแบบเว็บไซต์ เพื่อให้รองรับฟังก์ชัน Voice Search และรูปแบบการค้นหาด้วยเสียงในแอปพลิเคชันอื่น ๆ

นอกจากนี้ก็ควรเพิ่มช่องทางการโปรโมทสินค้าและเว็บไซต์ในโซเชียลมีเดียช่องทางอื่นเพิ่มมากขึ้น ด้วย โดยเน้นการให้ข้อมูลรายละเอียดของสินค้าด้วยเนื้อหาที่เข้าใจง่าย และมีมนุษย์สัมพันธ์ที่ดีกับลูกค้า มีบริการหลังการขายที่ดี เชื่อมโยงลูกค้ากลุ่มเป้าหมายเอาไว้ด้วยกิจกรรมต่าง ๆ ทั้งกลุ่มลูกค้าเก่าและขยายฐานลูกค้าใหม่

จะรู้ได้อย่างไรว่าบริษัทรับทำ SEO ที่ไหนดี

การทำ SEO ตามระบบของ Google นั้นเป็นเรื่องจำเป็นอย่างมากในยุค 2020 เพราะธุรกิจทุกประเภทต่างเข้าสู่วงการออนไลน์มากขึ้น ซึ่งช่วยลดค่าใช้จ่ายในการเช่าพื้นที่หน้าร้านและขยายตลาดได้กว้างทั่วโลก

การศึกษาเทคนิคพิจารณาจ้างบริษัทรับทำ SEO จึงสำคัญ เพื่อเลือกบริษัทที่มีคุณภาพสำหรับทำการตลาดออนไลน์ให้ประสบความสำเร็จ

  • สิ่งที่สำคัญอันดับแรกที่ควรพิจารณาคือความชำนาญ หากมีทีมงานผู้เชี่ยวชาญทำงานได้อย่างมืออาชีพ ก็จะมีลูกค้ามาจ้างงานมาก ดังนั้น ปริมาณลูกค้าที่ผ่านมาเป็นตัวบ่งบอกความสามารถของบริษัทรับทำ SEO ได้ และหากมีระยะเวลาเปิดกิจการมานานเท่าใด ก็ยิ่งมั่นใจได้มากขึ้น
  • หากได้บริษัทที่น่าสนใจแล้ว ให้คุยเรื่องเทคนิคขั้นตอนในการทำงาน บริษัทรับทำ SEO ที่ดี จะแนะนำวิธีคัดกรอง keyword ที่เหมาะสมสำหรับธุรกิจของลูกค้า เพื่อใช้ในการทำบทความ SEO คลิปวิดีโอ ภาพกราฟิกต่าง ๆ เพื่อนำเสนอบนเว็บไซต์ เป็นการเพิ่มโอกาสการเข้าถึงข้อมูลของกลุ่มคนเป้าหมาย ซึ่งสำคัญต่อการจัดอันดับ SEO โดยระบบอัลกอริทึ่มของกูเกิ้ลในระยะยาว
  • การดูผลการรีวิวความประทับใจในการจ้างงานก็เป็นสิ่งสำคัญ แนะนำให้พิมพ์ค้นหากระทู้สนทนาเก่า ๆ ในเว็บไซต์ที่คนนิยม เช่น Pantip หรือในกลุ่ม Facebook อาจพบความเห็นทั้งบวกและลบ ซึ่งคุณสามารถนำมาพิจารณาไตร่ตรองร่วมกับข้อมูลอื่น ๆ ได้อย่างมีน้ำหนักมากขึ้น
  • อย่างไรก็ตาม ผู้จ้างงาน SEO จำนวนไม่น้อย เลือกดูที่ค่าใช้จ่ายเป็นอันดับแรก ๆ ซึ่งผู้เชี่ยวชาญแนะนำว่าเป็นสิ่งที่ต้องระวัง เพราะอาจถูกกลุ่มมิจฉาชีพหลอกลวง หรือถูกบริษัทมือสมัครเล่น ทำแล้วไม่ได้ผล หรือมีการใช้เทคนิคสายเทาหรือสายดำที่ผิดกฎ Google ทำให้เสียโอกาสในการแข่งขันทางธุรกิจไปโดยปริยาย
  • ทางที่ดี ควรว่าจ้างบริษัทที่มีการคิดค่าใช้จ่ายระดับกลาง ๆ เช่น หากคาดหวังอันดับที่ Top 10 ค่าใช้จ่ายรายเดือนมักจะอยู่ที่ 5,000 – 10,000 บาท แต่หากการันตีอันดับการสืบค้นอยู่ในระดับ Top 1-3 ของ keyword ค่าใช้จ่ายจะอยู่ที่ 30,000 ถึง 50,000 บาท ส่วนการเลือกจ้างงานบริษัทที่คิดค่าใช้จ่ายแพงเกินไป ก็เท่ากับว่าคุณเพิ่มต้นทุนทางธุรกิจให้สูงขึ้นมากโดยไม่จำเป็น
  • ในแง่การการันตีผลความพึงพอใจในอันดับที่เปลี่ยนแปลง และยินดีคืนเงินค่าจ้างให้ 100 % ก็เป็นอีกวิธีหนึ่งที่บริษัทรับทำ SEO มืออาชีพนิยม เพราะช่วยให้ลูกค้ามั่นใจได้มากขึ้นว่าเงินที่จ้างงานจะไม่สูญเปล่า อย่างไรก็ตาม ก่อนตกลงจ้างงานต้องตรวจสอบรายละเอียดในสัญญาให้ชัดเจน เพื่อไม่ให้มีปัญหาในการเรียกเงินชดเชยภายหลังด้วย

การจ้างงานบริษัททำ SEO ที่เป็นมืออาชีพจะทำให้คุณสบายใจและไม่พลาดโอกาสในการแข่งขันทางธุรกิจ ดังนั้นจึงจำเป็นต้องพิจารณาจากหลายองค์ประกอบ เพื่อเลือกบริษัทที่ดีที่สุดและได้ผลลัพธ์ที่คุ้มกับค่าบริการที่จ่ายไป