VOICE SERCH เทรนด์ใหม่ สำหรับ SEO ปี 2021

Voice Search คือฟังก์ชั่นการค้นหาด้วยเสียง ของ Google ซึ่งประเทศไทย ยังมีอัตราการใช้งานไม่มากนักเพราะส่วนใหญ่ยังคงคุ้นเคยกับการค้นหาด้วย คำ หรือ Keyword แต่เชื่อหรือไม่ว่า Voice Search กำลังได้รับความนิยมอย่างสูงในหลายประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่นิยมโลกการสื่อสารบนอุปกรณ์เคลื่อนที่ ดังนั้นวันนี้เราจะไปทำความรู้จักกับ Voice Search กันสักนิดว่า มีหลักการทำงานและความสำคัญอย่างไรต่อระบบ SEO ในปี 2021

การทำ SEO (Search Engine Optimization) ด้วยการค้นหาคำตอบบน Google search อาจลดบทบาทลง ด้วยมุมมองใหม่ที่เริ่มปรับตัวจากสถิติการเติบโตของ Voice Search Optimization การค้นหาด้วยเสียง เช่นเดียวกับหลายบริษัทที่หันมาให้ความสำคัญกับฟังก์ชันนี้ เช่น Siri ของ Apple , Alexa ของ Amazon , Cortana ของ Microsoft , และ Bixby ของ Samsung เป็นต้น

แม้ว่าในปัจจุบัน กลุ่มคนที่ใช้แอปพลิเคชันบนมือถือจะยังคงยึดติดกับการค้นหาคำแบบ Keyword เป็นหลัก แต่เราจะเห็นได้ชัดว่า Voice Search มีความทันสมัย ซึ่งเป็นตัวแปรสำคัญในการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าและผลิตภัณฑ์อย่างมีประสิทธิภาพมาก ด้วยผลงานวิจัยจากหลายสถาบันชี้ตรงกันว่า Voice Search มีอัตราการเติบโตจากกลุ่มผู้ใช้เพื่อค้นหาสินค้าและบริการเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วและต่อเนื่อง นับตั้งแต่ปี 2559 จนกระทั่งถึงปัจจุบัน ซึ่งข้อมูลจาก Google ระบุว่าภายในปี 2020 มีผู้ใช้วอยซ์ เสิร์ช เพิ่มขึ้นสูงถึง 50 % จึงอาจเป็นตัวกำหนดทิศทางการทำ SEO รูปแบบใหม่ในอนาคตก็เป็นได้

หากเราพิจารณาถึงข้อได้เปรียบ วอยซ์ เสิร์ช ในกรณีที่เป็นภาษาอังกฤษ คนเราจะพูดได้ 150 คำต่อนาที ในขณะที่ข้อจำกัดของการพิมพ์ค้นหาคำต่าง ๆ ใช้การพิมพ์คำ 40 คำต่อนาที อีกทั้งการค้นหาด้วยเสียงยังมีความสะดวกมากกว่าขณะที่ทำกิจกรรมอื่น ๆ อยู่ เช่น เดิน วิ่ง ขับรถ ทำอาหาร เป็นต้น

ถึงแม้ว่า Voice Search จะมีความทันสมัยและตอบโจทย์ความสะดวกสบายในการชีวิตแบบ New Normal ทำให้ผู้คนเข้าถึงสินค้า บริการ ตลอดจนแหล่งข้อมูลอื่น ๆ ได้อย่างรวดเร็ว แต่ทว่าผลลัพธ์ที่ได้อาจไม่ได้ตรงตามความคาดหมาย 100% สิ่งที่จะตามมาคือปัญหาเรื่องของอารมณ์ความอดทนต่อการค้นหา ผู้คนอาจจะมีความอดทนต่อการรอคอยและสิ่งต่าง ๆ รอบตัวลดน้อยลง เพราะเคยชินกับการที่ได้รับข้อมูลในทันทีจากการสั่งงานด้วยเสียง ซึ่งจะทำให้เกิดปัญหาตามมา เช่น หากสินค้าที่ค้นหาปรากฏขึ้นมาในหน้าแรก ๆ แต่ไม่ใช่แบรนด์ที่ต้องการซื้อ เป็นต้น

ดังนั้นเมื่อ Voice Search เริ่มมีผลกระทบต่อพฤติกรรมของผู้บริโภคมากขึ้น เจ้าของแบรนด์หรือเว็บไซต์จะหวังพึ่งพา SEO เพียงอย่างเดียวไม่ได้ เพราะอาจจะมีการจัดลำดับใหม่และถูกคู่แข่งนำไปได้ จึงต้องเร่งพัฒนารูปแบบเว็บไซต์ เพื่อให้รองรับฟังก์ชัน Voice Search และรูปแบบการค้นหาด้วยเสียงในแอปพลิเคชันอื่น ๆ

นอกจากนี้ก็ควรเพิ่มช่องทางการโปรโมทสินค้าและเว็บไซต์ในโซเชียลมีเดียช่องทางอื่นเพิ่มมากขึ้น ด้วย โดยเน้นการให้ข้อมูลรายละเอียดของสินค้าด้วยเนื้อหาที่เข้าใจง่าย และมีมนุษย์สัมพันธ์ที่ดีกับลูกค้า มีบริการหลังการขายที่ดี เชื่อมโยงลูกค้ากลุ่มเป้าหมายเอาไว้ด้วยกิจกรรมต่าง ๆ ทั้งกลุ่มลูกค้าเก่าและขยายฐานลูกค้าใหม่

จะรู้ได้อย่างไรว่าบริษัทรับทำ SEO ที่ไหนดี

การทำ SEO ตามระบบของ Google นั้นเป็นเรื่องจำเป็นอย่างมากในยุค 2020 เพราะธุรกิจทุกประเภทต่างเข้าสู่วงการออนไลน์มากขึ้น ซึ่งช่วยลดค่าใช้จ่ายในการเช่าพื้นที่หน้าร้านและขยายตลาดได้กว้างทั่วโลก

การศึกษาเทคนิคพิจารณาจ้างบริษัทรับทำ SEO จึงสำคัญ เพื่อเลือกบริษัทที่มีคุณภาพสำหรับทำการตลาดออนไลน์ให้ประสบความสำเร็จ

  • สิ่งที่สำคัญอันดับแรกที่ควรพิจารณาคือความชำนาญ หากมีทีมงานผู้เชี่ยวชาญทำงานได้อย่างมืออาชีพ ก็จะมีลูกค้ามาจ้างงานมาก ดังนั้น ปริมาณลูกค้าที่ผ่านมาเป็นตัวบ่งบอกความสามารถของบริษัทรับทำ SEO ได้ และหากมีระยะเวลาเปิดกิจการมานานเท่าใด ก็ยิ่งมั่นใจได้มากขึ้น
  • หากได้บริษัทที่น่าสนใจแล้ว ให้คุยเรื่องเทคนิคขั้นตอนในการทำงาน บริษัทรับทำ SEO ที่ดี จะแนะนำวิธีคัดกรอง keyword ที่เหมาะสมสำหรับธุรกิจของลูกค้า เพื่อใช้ในการทำบทความ SEO คลิปวิดีโอ ภาพกราฟิกต่าง ๆ เพื่อนำเสนอบนเว็บไซต์ เป็นการเพิ่มโอกาสการเข้าถึงข้อมูลของกลุ่มคนเป้าหมาย ซึ่งสำคัญต่อการจัดอันดับ SEO โดยระบบอัลกอริทึ่มของกูเกิ้ลในระยะยาว
  • การดูผลการรีวิวความประทับใจในการจ้างงานก็เป็นสิ่งสำคัญ แนะนำให้พิมพ์ค้นหากระทู้สนทนาเก่า ๆ ในเว็บไซต์ที่คนนิยม เช่น Pantip หรือในกลุ่ม Facebook อาจพบความเห็นทั้งบวกและลบ ซึ่งคุณสามารถนำมาพิจารณาไตร่ตรองร่วมกับข้อมูลอื่น ๆ ได้อย่างมีน้ำหนักมากขึ้น
  • อย่างไรก็ตาม ผู้จ้างงาน SEO จำนวนไม่น้อย เลือกดูที่ค่าใช้จ่ายเป็นอันดับแรก ๆ ซึ่งผู้เชี่ยวชาญแนะนำว่าเป็นสิ่งที่ต้องระวัง เพราะอาจถูกกลุ่มมิจฉาชีพหลอกลวง หรือถูกบริษัทมือสมัครเล่น ทำแล้วไม่ได้ผล หรือมีการใช้เทคนิคสายเทาหรือสายดำที่ผิดกฎ Google ทำให้เสียโอกาสในการแข่งขันทางธุรกิจไปโดยปริยาย
  • ทางที่ดี ควรว่าจ้างบริษัทที่มีการคิดค่าใช้จ่ายระดับกลาง ๆ เช่น หากคาดหวังอันดับที่ Top 10 ค่าใช้จ่ายรายเดือนมักจะอยู่ที่ 5,000 – 10,000 บาท แต่หากการันตีอันดับการสืบค้นอยู่ในระดับ Top 1-3 ของ keyword ค่าใช้จ่ายจะอยู่ที่ 30,000 ถึง 50,000 บาท ส่วนการเลือกจ้างงานบริษัทที่คิดค่าใช้จ่ายแพงเกินไป ก็เท่ากับว่าคุณเพิ่มต้นทุนทางธุรกิจให้สูงขึ้นมากโดยไม่จำเป็น
  • ในแง่การการันตีผลความพึงพอใจในอันดับที่เปลี่ยนแปลง และยินดีคืนเงินค่าจ้างให้ 100 % ก็เป็นอีกวิธีหนึ่งที่บริษัทรับทำ SEO มืออาชีพนิยม เพราะช่วยให้ลูกค้ามั่นใจได้มากขึ้นว่าเงินที่จ้างงานจะไม่สูญเปล่า อย่างไรก็ตาม ก่อนตกลงจ้างงานต้องตรวจสอบรายละเอียดในสัญญาให้ชัดเจน เพื่อไม่ให้มีปัญหาในการเรียกเงินชดเชยภายหลังด้วย

การจ้างงานบริษัททำ SEO ที่เป็นมืออาชีพจะทำให้คุณสบายใจและไม่พลาดโอกาสในการแข่งขันทางธุรกิจ ดังนั้นจึงจำเป็นต้องพิจารณาจากหลายองค์ประกอบ เพื่อเลือกบริษัทที่ดีที่สุดและได้ผลลัพธ์ที่คุ้มกับค่าบริการที่จ่ายไป

เพิ่มปริมาณการเข้าถึง Website ด้วย SEO Keyword 7 ประเภท

สำหรับนักการตลาดคงพอจะทราบถึงความสำคัญของ Keyword, วิธีการคัดสรร keyword ที่ดีและวิธีการนำ Keyword ที่เกี่ยวข้องกับสินค้า บริการหรือจุดประสงค์ของเว็บไซต์มาใช้ทำ Search Engine Optimization (SEO) แต่ด้วยการแข่งขันที่เพิ่มสูงขึ้นทำให้นักการตลาดจึงไม่ใช่กลุ่มเดียวที่ทราบถึงความสำคัญของการนำคีย์เวิร์ดมาใช้

การทราบถึงประเภทคีย์เวิร์ดจะช่วยให้ได้คีย์เวิร์ดคุณภาพที่มีการแข่งขันน้อยกว่าและมีความสามารถใจการเรียกกลุ่มเป้าหมายที่ชัดเจนเข้าสู่เว็บไซต์มากขึ้น โดยประเภทคีย์เวิร์ดที่ควรรู้ มี 7 ประเภท คือ

1.Short-tail Keyword เป็นการใช้คำนามสั้น ๆ ไม่มีความเฉพาะเจาะจง ซึ่งคำเหล่านี้แม้จะมีปริมาณผู้ค้นหาเยอะแต่ก็เป็นคำที่มีจำนวนคู่แข่งเยอะเช่นกัน โดยตัวอย่าง Short-tail Keyword เช่น เสื้อ กางเกง กระเป๋า รองเท้า เป็นต้น

2.Long-tail Keyword เป็นการนำ Short-tail Keyword มาเพิ่มความเฉพาะเจาะจงให้มากขึ้นโดยใช้คำเชื่อม หรือการบอกจำนวน ปริมาณ รุ่น ต่อท้าย เช่น กางเกงขาสั้นผู้หญิง สีขาว สวย ๆ แนะนำ / เสื้อผ้าสาวอวบ ราคาไม่แพง ดูดี / ครีมหน้าขาว มี อย ปลอดภัย เป็นต้น

3.Short-term fresh keyword คำนามสั้น ๆ ที่กำลังเป็นกระแส เช่น ส้มหยุด, ดอกมุราคามิ, แฮรี่พอตเตอร์ ภาคีนกฟีนิกซ์ เป็นต้น ซึ่งคำเหล่านี้เป็นคำที่ช่วยดึงความสนใจให้กลุ่มเป้าหมายที่กำลังสนใจในเรื่องราวที่เป็นกระแสในช่วงขณะนั้น

4.Long-term evergreen keyword เป็นคำที่มีลักษณะกลาง ๆ คือ มีปริมาณการค้นหาไม่น้อยหรือมากเกินไป แต่ยังคงมีการค้นหาอยู่เสมอเป็นช่วงเวลานานหลายเดือน หลายปี เช่น แบบฝึกหัดคณิตศาสตร์, แบบฝึกหัดภาษาอังกฤษ ป.3, พัฒนาการเด็กทารก เป็นต้น

5.Product defining keyword เป็น Keyword ที่เอาลักษณะเด่นของสินค้าหรือบริการมาใช้ในการทำ SEO โดยลักษณะของ Product defining keyword ที่ดีควรมีปริมาณการค้นหาต่ำและมีจำนวนคู่แข่งน้อย เนื่องจากเป็นคำที่มีความเฉพาะเจาะจง

6.Customer defining keyword เป็นการนำลักษณะเด่นของลูกค้ามาใช้ผสาน Short-tail Keyword เพื่อให้เกิดคีย์เวิร์ดที่มีความเฉพาะเจาะจงมากขึ้น เช่น กางเกงสาวอวบ, รองพื้นสาวผิวแทน, ลายเพ้นท์เล็บสั้น, ทรงผมผู้ชายหยักศก เป็นต้น

7.Geo-targeting keyword การเพิ่มตำแหน่งที่ตั้งลงบน Short-tail Keyword เป็นอีกหนึ่งสิ่งที่ช่วยเพิ่มความเฉพาะเจาะจงมากขึ้น Geo-targeting keyword มีลักษณะปริมาณการค้นหาน้อย แต่ช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือและดึงดูดลูกค้าในพื้นที่ให้เข้าสู่ร้านค้ามากขึ้นได้ เช่น ร้านอาหารเวียดนาม พิษณุโลก, เสื้อผ้าเด็กทารก เชียงใหม่, ร้านซ่อมรถบิ๊กไบค์ นวนคร เป็นต้น

Search Engine Optimization หรือ SEO ให้ความสำคัญกับการสร้างคอนเทนต์คุณภาพด้วย Keyword คุณภาพ ซึ่งเทคนิคที่ดีที่สุดในการนำ Keyword ทั้ง 7 ประเภท มาใช้ในการทำ SEO เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือให้กับเว็บไซต์และเพิ่มปริมาณการเข้าถึงเว็บไซต์ให้มากขึ้น ควรนำคีย์เวิร์ดทั้ง 7 ประเภทมาปรับใช้ในการสร้างคอนเทนต์ให้มีความสดใหม่อยู่เสมอ