การทำภาพประกอบเว็บไซต์ SEO แบบมืออาชีพ

การผลิตบทความที่มีคุณภาพเพื่อใช้ใน เว็บไซต์ SEO ควรต้องมีการใส่รูปภาพประกอบ พร้อมด้วยการกำหนดคีย์เวิร์ดตั้งชื่อที่เหมาะสม จึงจะทำให้ผลการวิเคราะห์ด้วยระบบคอมพิวเตอร์อัจฉริยะ หรือ algorithm ใน Google ได้ผลลัพธ์ที่ดี ช่วยในการจัดอันดับเว็บไซต์ให้อยู่ในระดับสูงมากยิ่งขึ้น จะช่วยส่งเสริมประสิทธิภาพในการแข่งขันการธุรกิจรายอื่นได้

วิธีการทำภาพประกอบเว็บไซต์ SEO แบบมืออาชีพที่กูรูด้านการตลาดแนะนำ มีดังนี้

1. การใช้คนในภาพ

การใช้คนในภาพสำคัญต่อการสื่อสารอารมณ์ สร้างความรู้สึกร่วมกับคนอ่านได้ ซึ่งมีการศึกษาวิจัยพบว่าคนส่วนใหญ่จะให้ความชื่นชอบกับรูปภาพที่มีนายแบบนางแบบเป็นคนเชื้อชาติเดียวกันกับตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นเด็กทารก เด็กวัยอนุบาล วัยรุ่น วัยทำงาน จนถึงผู้สูงอายุ หากสามารถเลือกคนมาถ่ายภาพที่มีความคล้ายคลึงกับกลุ่มผู้อ่านเป้าหมายได้ ก็จะทำให้บทความได้รับความนิยมมากขึ้น ทำให้อันดับ SEO ดีตามไปด้วย

2. การกำหนดท่าทางสื่อความหมายภาพ

การกำหนดอิริยาบถของคนในภาพ ควรทำให้ผู้อ่านบทความเห็นความชัดเจน ว่าคนเขาเหล่านั้นต้องการสื่อความหมายอะไร รวมถึงด้านอารมณ์ เช่น สุข ทุกข์ เครียด เสียใจ ฯลฯ ควรสื่อความหมายได้ชัดเจนด้วย ทั้งนี้ การเลือกโทนสีของภาพก็มีความสำคัญในการสื่อความหมาย เช่น มีความสุข เป็นโทนสีสดใส เศร้าจะใช้โทนสีเทาดำ เป็นต้น

3. การตั้งชื่อภาพต้องเหมาะสม

ชื่อภาพที่สื่อถึงสิ่งต่าง ๆ ในภาพ จะช่วยเพิ่มอันดับ SEO ของการสืบค้น ตัวอย่างเช่น ทำเว็บไซต์ด้านสุขภาพที่มีภาพคนเดิน ก็สามารถตั้งชื่อด้วยคำว่า walk exercise health well-being ก็ได้ หรือหากเป็นบทความเรื่องของการลดน้ำหนัก เป็นรูปอาหารเพื่อสุขภาพ หรือผักผลไม้สด ก็ใช้คำว่า clean food, healthy food, fresh fruit, weight loss, fat burn เป็นต้น

4. ใช้ชื่อภาพเป็นภาษาอังกฤษเสมอ

เพื่อป้องกันปัญหาการสะกดผิดหรือตัววรรณยุกต์หล่นหาย เมื่อมีการใช้โปรแกรมปลั๊กอินในการนำส่งข้อมูลอัปโหลดขึ้นสู่ระบบของเว็บไซต์ ที่สำคัญคือคีย์เวิร์ดที่เป็นตัวอักษรภาษาอังกฤษสามารถที่จะเข้าถึงกลุ่มลูกค้าได้ทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ จึงเป็นการสร้างฐานลูกค้าต่างประเทศได้มากยิ่งขึ้น

5. ใช้ Long tail niche keyword ในการตั้งชื่อ

การใช้ keyword ที่ดีควรสื่อความหมายของภาพให้ครบถ้วน ว่าเป็นใคร กำลังทำท่าทางอย่างไร เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในภาพอยู่ที่ไหน มีภาวะอารมณ์อย่างไร เป็นโทนสีอย่างไร ฯลฯ ซึ่งเรียกว่า Long tail niche keyword เพราะมีการวิจัยด้านการตลาดพบว่าจะเข้าถึงลูกค้ากลุ่มเป้าหมายที่จำเพาะเจาะจงมากกว่า ทำให้มีโอกาสประสบความสำเร็จในการขายสินค้าและบริการได้มากขึ้นกว่าการใช้คีย์เวิร์ดสั้น ๆ ที่มีความหมายกว้าง

จะเห็นได้ว่า การถ่ายภาพและตั้งชื่อที่เหมาะสมสำหรับใช้ประกอบบทความ SEO มีประเด็นที่ต้องพิจารณาอย่างลึกซึ้งรอบด้าน หวังว่าคำแนะนำจากกูรูในบทความนี้จะช่วยให้ทุกท่านนำไปปรับใช้ เพื่อส่งเสริมกิจการเว็บไซต์ได้ดียิ่งขึ้น

วิธีการทำภาพประกอบเว็บไซต์ SEO แบบมืออาชีพ

การทำเว็บไซต์ขายของออนไลน์เป็นที่นิยมมากในปัจจุบัน เนื่องจากเป็นช่องทางในการเข้าถึงลูกค้ากลุ่มเป้าหมายได้อย่างใกล้ชิดตลอดเวลา 24 ชั่วโมง ทั้งนี้ด้วยไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่มีการใช้โทรศัพท์มือถือแบบพกพาตลอดเวลา การพัฒนาเว็บไซต์ให้เข้าสู่ระบบ SEO หรือ search engine optimization จึงทำให้อันดับในการสืบค้นดีขึ้น และทำให้มียอดขายสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว

เราจึงได้รวบรวมประโยชน์ที่จะได้รับจากการทำ SEO ให้เว็บไซต์ มาฝากทุกท่าน ดังนี้

1. สร้างความน่าเชื่อถือของเว็บไซต์

มีการวิจัยทางการตลาด ที่พบว่าเว็บไซต์ขายสินค้าออนไลน์ที่อยู่ในอันดับ 1-10 ของหน้าต่างการสืบค้น เมื่อพิมพ์คีย์เวิร์ดหนึ่ง ๆ ลงในช่อง Google search เช่น ร้านขายดอกไม้ออนไลน์ จะได้รับความสนใจจากลูกค้าเป้าหมายมากกว่าเว็บไซต์อันดับรองลงไป โดยเฉพาะอันดับที่ 1-3 ที่จะได้รับความไว้วางใจจากกลุ่มลูกค้าเป้าหมายในการคลิกเข้าไปชมข้อมูลและสั่งซื้อสินค้าอยู่เสมอ

2. สร้างภาพลักษณ์ที่ทันสมัย

เว็บไซต์ที่เปิดมานานกว่า 10 ปี มักจะเป็นรูปแบบเดิมที่ไม่ดึงดูดใจลูกค้าที่เป็นคนรุ่นใหม่ ทำให้ไม่ได้รับความนิยมในการคลิกชมข้อมูลและทำให้มียอดขายน้อย การทำ SEO จะเป็นการพัฒนาทั้งในส่วนโครงสร้าง การปรับโลโก้ สีธีมของเว็บไซต์ การแก้ไขลิงก์ที่ผิดพลาด ตลอดจนการผลิตบทความที่สนับสนุนการขายที่น่าสนใจ ซึ่งเท่ากับเป็นการสร้างภาพลักษณ์ใหม่ที่โดดเด่นสวยงาม ตรงใจกลุ่มผู้บริโภคซึ่งเป็นคนรุ่นใหม่ได้ดียิ่งขึ้น

3. เพิ่มอำนาจการแข่งขัน

หากคุณเป็นนักธุรกิจออนไลน์มือใหม่ ที่เพิ่งเปิดเว็บไซต์ไม่นาน จะพบว่ามีโอกาสน้อยที่จะแข่งขันกับผู้ครองพื้นที่การตลาดของสินค้าประเภทเดียวกันที่ที่เปิดกิจการมานานกว่า วิธีที่จะทำให้มีอำนาจในการแข่งขันได้สูงขึ้น ก็คือ การพัฒนาเว็บไซต์ให้เป็นไปตามระบบ SEO เพราะอัลกอริทึมของ Google และ search engine ต่าง ๆ จะพิจารณาถึงความทันสมัยและการอัปเดตข้อมูลสม่ำเสมอ ธุรกิจใหม่ที่ทำ SEO ให้เว็บไซต์อย่างต่อเนื่อง จึงมีโอกาสแข่งขันได้มากกว่าการไม่ทำ SEO

4. ลดค่าใช้จ่ายในการจ้างประชาสัมพันธ์

การซื้อพื้นที่โฆษณา หรือการจ้างพรีเซ็นเตอร์ เป็นการลงทุนด้านการประชาสัมพันธ์ที่เห็นผลดีแบบชั่วคราว ที่สำคัญคือใช้ต้นทุนสูง เหมาะกับการกระตุ้นยอดขายในเทศกาลสำคัญ เช่น ปีใหม่ คริสต์มาส วาเลนไทน์ ฯลฯ การทำ SEO จึงเป็นเทคนิคการตลาดแบบไม่ต้องเสียค่าโฆษณาให้แก่ search engine หรือจ้างบริษัทโฆษณา อาศัยเพียงระยะเวลาในการสะสมข้อมูลอย่างสม่ำเสมอเท่านั้น

จะเห็นได้ว่า การทำ เว็บไซต์ SEO ให้ประโยชน์หลายด้านแก่ผู้ประกอบธุรกิจออนไลน์ เราหวังว่าบทความนี้ จะช่วยให้ทุกท่านใส่ใจการพัฒนาเว็บไซต์ SEO ด้วยตัวเอง หรือจ้างบริษัทที่มีความน่าเชื่อถือในการทำอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ประสบความสำเร็จทั้งในด้านยอดขายและขยายแบรนด์ได้อย่างต่อเนื่อง

รวบรวมประโยชน์ที่จะได้รับจากการทำ SEO

หากต้องการให้ประสบความสำเร็จในการขายสินค้าออนไลน์อย่างรวดเร็ว การพัฒนาเว็บไซต์ให้เป็นไปตามระบบ SEO (search engine optimization) เป็นสิ่งที่จำเป็นมาก ซึ่งการทำ Meta description ก็นับเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยให้อันดับ SEO สูงขึ้นได้ ควบคู่กับการผลิตบทความ SEO ที่มีคุณภาพ การสร้างลิงก์เชื่อมโยงสู่เว็บไซต์ภายนอก การปรับปรุงโครงสร้างเว็บไซต์ให้ใช้งานง่ายทั้งบนมือถือและคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะ ฯลฯ

Meta description เป็นส่วนสรุปสั้น ๆ ในความยาวที่ 150-160 คำ ซึ่งสรุปย่อจากบทความทั้งเพจ ซึ่งบางบทความนั้น เนื้อหาเต็มอาจมีความยาวถึง 2000 คำ จึงต้องจับประเด็นสำคัญที่สุดที่ต้องการนำเสนอ เพื่อสรุปย่อแบบลัดสั้นให้ผู้อ่านซึ่งเป็นลูกค้าเป้าหมายเข้าใจได้ง่ายในไม่กี่วินาที จึงเท่ากับว่าส่วน Meta description เป็นตัวช่วยให้ผู้ค้ากลุ่มเป้าหมายประเมินได้ดีขึ้นว่า ต้องการอ่านข้อมูลเชิงลึกหรือรายละเอียดสินค้าและบริการในหน้าเพจนั้น ๆ ต่อหรือไม่ (หากต้องการข้อมูลเพิ่มก็จะคลิกเข้ามา)

ข้อดีที่เว็บไซต์ SEO จะได้รับจากการทำ Meta description คือ

1. การเพิ่ม traffic จากผู้ชม

การมี traffic ที่ดี นับว่าเป็นส่วนสำคัญในการทำให้อันดับ SEO สูงขึ้นได้ เนื่องจากผู้อ่านหรือลูกค้ากลุ่มเป้าหมาย มักคลิกเข้ามาหาข้อมูลเพิ่มเติมในเว็บไซต์ที่มี Meta description ที่ชัดเจน โดยเฉพาะข้อมูลเชิงเทคนิคของสินค้ากลุ่มไอที เครื่องใช้ไฟฟ้า รถยนต์ ฯลฯ หากมีการระบุไว้ในส่วน Meta description จะการันตีได้ว่าจะได้รับการเข้ามาชมข้อมูลในเพจมากขึ้นอย่างแน่นอน

2. ทำให้เพิ่มโอกาสในการขายสินค้า

การทำ Meta description จะทำให้ลูกค้ารู้สึกว่าเว็บไซต์ SEO ที่ทำข้อมูลนี้ มีความเป็นมืออาชีพ และอยากคลิกเข้ามาอ่านข้อมูลเพิ่มเติม ซึ่งปฏิเสธไม่ได้ว่าความเชื่อมั่นสำคัญต่อการตัดสินใจซื้อสินค้าและบริการของคนยุคปัจจุบัน ยิ่งเมื่อได้อ่านข้อมูลที่มีคุณภาพจบทั้งหมด ก็มักจะทำให้ทำให้ตัดสินใจซื้อสินค้าและอุดหนุนบริการต่าง ๆ ง่ายขึ้นการทำ Meta description ทำให้เว็บไซต์ SEO ได้ประโยชน์อย่างไรบ้าง

3. ขายสินค้าอื่นในเว็บไซต์เพิ่มได้ด้วย

เนื่องจากในแต่ละเว็บไซต์ SEO จะมีการจะมีการเชื่อมโยงลิงก์ของบทความถึงกัน ซึ่งหากมีการคลิกเข้ามาอ่านข้อมูลหนึ่ง ๆ ก็มักจะเห็นหัวข้อของบทความอื่น ๆ ในเว็บไซต์ตามไปด้วย จึงมีความเป็นไปได้สูงที่ลูกค้ากลุ่มเป้าหมายจะได้อ่านข้อมูลของสินค้าอื่น ๆ ที่คุณมีบริการ ซึ่งผลลัพธ์ที่ดีที่ตามมา คือ จะมีโอกาสได้รับการสั่งสินค้าและบริการที่หลากหลายยิ่งขึ้นไปพร้อมกัน

4. ช่วยส่งเสริมภาพลักษณ์ความเป็นมืออาชีพ

การทำ Meta description ต้องอาศัยความชำนาญและเป็นการสรุปรวบรวมข้อมูลที่กระชับสั้น โดยใช้ภาษาที่น่าเชื่อถือ ภาพลักษณ์ที่ดีของเว็บไซต์จึงปรากฏแก่สายตาของลูกค้ากลุ่มเป้าหมายมากยิ่งขึ้น ประกอบกับข้อมูลของสินค้าที่ครบถ้วนและมีความทันสมัย ก็จะส่งผลให้มีโอกาสที่ลูกค้าจะกลับมาใช้บริการซ้ำอีก เรียกว่าเป็นการเพิ่มลูกค้าประจำและขยายฐานลูกค้าให้กว้างขึ้น

จะเห็นได้ว่า การทำ Meta description เป็นองค์ประกอบที่สำคัญที่ผู้ทำเว็บไซต์ SEO ทุกคนควรศึกษาและปรับปรุงเว็บไซต์ในรายละเอียดส่วนนี้ เพื่อให้เพิ่มยอดขายและขยายฐานลูกค้าได้ดียิ่งขึ้นต่อไป

การทำเว็บไซต์ขายสินค้าออนไลน์ในปัจจุบัน เป็นช่องทางการตลาดที่ได้รับความนิยมมาก เนื่องจากผู้คนนิยมสั่งซื้อสินค้าในระบบออนไลน์ผ่านระบบอินเทอร์เน็ต ที่ติดต่อสื่อสารกันได้สะดวกตลอด 24 ชั่วโมง

จึงทำให้เกิดคู่แข่งทางการตลาดเป็นจำนวนมาก สำหรับสินค้าประเภทเดียวกัน เทคนิคสร้างรายได้เพิ่มสำหรับผู้ทำเว็บไซต์ขายสินค้าออนไลน์ คือ การทำ SEO ซึ่งกูรูการตลาดการันตีว่าจะเห็นผลได้จริงหากทำสม่ำเสมอ

การทำ SEO หรือ Search Engine Optimization เป็นการสร้างโอกาสให้เว็บไซต์ของคุณถูกแสดงในหน้าต่างการสืบค้นหน้าแรกอยู่เสมอ จึงทำให้ลูกค้ากลุ่มเป้าหมายมีความเชื่อมั่นในการซื้อขายสินค้าจากคุณมากกว่าเว็บไซต์อื่นที่อยู่อันดับรองลงมา

หลักการทำ SEO ที่ควรรู้ คือ ต้องดำเนินการใน 2 ส่วนคือ On-Page SEO และ Off-Page SEO

1. On-Page SEO

คือ การพัฒนาให้ส่วนโครงสร้างเว็บไซต์ใช้งานง่าย เหมาะสมกับกลุ่มลูกค้าที่มีไลฟ์สไตล์การสืบค้นข้อมูลและสั่งซื้อสินค้าทั้งทางหน้าจอมือถือและคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะ

นอกจากนี้ ยังต้องทำแยกสินค้าในแคตตาล็อกให้เป็นหมวดหมู่ชัดเจน ไม่ปะปนกับโฆษณา มีแชทบอท chatbot ที่ช่วยในการติดต่อ ให้ข้อมูลอย่างรวดเร็ว

สิ่งที่สำคัญ คือ การผลิตบทความและคลิปวิดีโอจาก keyword SEO ที่ช่วยส่งเสริมการขายแบบสร้างสรรค์ ไม่ hard sale ที่มีการวิจัยว่าทำให้ผู้บริโภคปฏิเสธการซื้อสินค้าจากเว็บไซต์ กล่าวคือ ต้องเน้นการให้ความรู้และเป็นข้อมูลทันสมัย ไม่มีการละเมิดลิขสิทธิ์ด้วยการคัดลอกซ้ำจากแหล่งอื่น

2. Off-Page SEO

เป็นการเชื่อมโยงลิงก์ของเว็บไซต์ธุรกิจของคุณเข้ากับเว็บไซต์ภายนอก เช่น ห้องแชทใน Facebook กลุ่ม Line เช่น หากคุณขายกล้องติด กล้องติดหน้ารถยนต์ คุณควรสมัครเป็นสมาชิกในห้องแชทของกลุ่มคนรักรถ คนรักกล้อง ผู้สนใจสินค้าไอที ฯลฯ เพื่อที่จะได้มีโอกาสพูดคุยเกี่ยวกับอุปกรณ์ต่าง ๆ ซึ่งรวมถึงเรื่องกล้องติดรถยนต์ด้วย

คุณอาจเปิดประเด็นเรื่องการสร้างความปลอดภัยในการขับขี่และกล่าวให้เห็นถึงความสำคัญของกล้องติดหน้ารถ เมื่อมีผู้ที่สนใจการซื้อกล้องติดรถยนต์ คุณก็สามารถให้ Link ของเว็บไซต์คุณ เพื่อการติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม และทำให้เพิ่มโอกาสในการปิดยอดขายได้มากขึ้น

การทำ Off-Page SEO ด้วยเทคนิคที่กล่าวมาเป็นการสร้างแบรนด์ที่มีความเป็นมิตรกับผู้บริโภคและสามารถเพิ่มยอดขายได้ในระยะยาว

ด้วยเทคนิคการทำ SEO ทั้งสองส่วนที่กล่าวมา จึงไม่น่าแปลกใจว่า เว็บไซต์ที่ทำ SEO จะมียอดขายที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างมากเป็นทวีคูณ รวมถึง สามารถขยายกลุ่มลูกค้าประจำและลูกค้าใหม่ได้อย่างสม่ำเสมอ

หวังว่า บทความนี้จะทำให้ทุกท่านเห็นประโยชน์ในการทำ SEO แก่เว็บไซต์ของคุณ เพื่อให้ประสบผลสำเร็จเช่นเดียวกับนักธุรกิจออนไลน์จำนวนมากที่ได้ลองพิสูจน์ด้วยตัวเองแล้ว

หลักการทำ SEO ที่ควรรู้ คือ ต้องดำเนินการใน 2 ส่วน

เลือก Keyword SEO ที่เหมาะสม

การทำเว็บไซต์ขายสินค้าออนไลน์ในปัจจุบันมีคู่แข่งมาก เนื่องจากการเติบโตของเทคโนโลยีและระบบอินเทอร์เน็ตยุค 5G ที่ทำให้มีผู้ขายเพิ่มมากขึ้นตลอดเวลา การเลือก Keyword SEO ที่เหมาะสม จะทำให้เว็บไซต์ของคุณปรากฏผลในหน้าต่างการสืบค้นตรงกับความต้องการของกลุ่มเป้าหมายได้มากขึ้น ซึ่งหมายถึงโอกาสในการขายสินค้าหรือบริการเพิ่มขึ้นตามไปด้วย

คุณจึงควรศึกษากลุ่มลูกค้าเป้าหมาย และเลือก Keyword SEO ที่เหมาะสม ซึ่งปัจจุบันแบ่งได้เป็น 3 ประเภท คือ

1. Seed Keyword

จะเป็นคำสั้น ๆ และมีความหมายแบบภาพรวม ไม่ได้เฉพาะเจาะจงกับกลุ่มคนที่ต้องการสินค้าที่เป็นเอกลักษณ์ เหมาะกับธุรกิจที่ขายสินค้าทั่วไป ที่เน้นความสะดวกใช้สอยง่าย และเป็นมาตรฐานที่คนทั่วไปต้องการ เช่น คำว่า ร้านขายดอกไม้ ร้านขายเครื่องเขียน โทรศัพท์มือถือ ฯลฯ

ผู้ที่ทำธุรกิจร้านสะดวกซื้อหรือให้บริการสินค้าหลากหลายจะเหมาะกับการใช้ Seed Keyword เพราะครอบคลุมสินค้าหลากหลายประเภทที่ลูกค้าเป้าหมายต้องการ

2. Niche Keyword

เป็นคำหรือวลีที่มีความจำเพาะเจาะจงมากกว่าแบบแรก หากสังเกตดูจะมีลักษณะคล้ายหมวดหมู่สินค้าย่อย สำหรับลูกค้าที่เป็นกลุ่มเจาะจงยิ่งขึ้น เช่น เมาส์สำหรับเล่นเกม คีย์บอร์ดแบบ Mechanical รองเท้าวิ่งผู้หญิง เป็นต้น

หากแบรนด์สินค้าที่คุณจำหน่าย มีกลุ่มเป้าหมายที่เจาะจง เช่น นักเล่นเกมอีสปอร์ต ผู้หญิงที่ต้องการวิ่งเพื่อลดน้ำหนัก ฯลฯ ก็ควรใช้ Niche Keyword ในการทำบทความลงเว็บไซต์ และเป็นแกนหลักในการทำสื่อประชาสัมพันธ์ที่ไม่ควรเกินจากนี้ จะทำให้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้ชัดเจน ซึ่งระบบ Search Engine จะจัดอันดับ SEO ให้เว็บไซต์ได้สูงขึ้น ทำให้มีโอกาสเข้าถึงลูกค้ามากขึ้น มีโอกาสสร้างยอดขายสูงขึ้นมาก

3. Long Tail Keyword

เป็น Keyword ที่ยาวที่สุด โดยจะทำให้มีความเฉพาะเจาะจงมากยิ่งขึ้นกว่าทั้งสอบแบบแรก เหมาะสำหรับธุรกิจที่มีสินค้าหรือบริการที่มีความเป็นเอกลักษณ์สูง มีภาพลักษณ์ชัดเจน หรือ เจาะกลุ่มลูกค้าเป้าหมายที่มีความต้องการเฉพาะด้าน

เช่น คำว่า “รีสอร์ท สุนัข พักได้ เชียงใหม่ ติดแม่น้ำ” หากคุณทำธุรกิจที่ต้องการรองรับลูกค้าที่ต้องการนำสัตว์ไปพักผ่อนด้วยในวันหยุดสุดสัปดาห์ โดยมีทำเลที่เชียงใหม่ ทำเลติดแม่น้ำ ก็ควรใช้ Long Tail Keyword ในการสร้างบทความประชาสัมพันธ์และให้ข้อมูลแก่กลุ่มนักท่องเที่ยว โดยเน้นที่ความเป็นเอกลักษณ์ส่วนนี้ให้ชัดเจน ซึ่งเว็บไซต์ของคุณก็จะมีโอกาสเกือบ 100% ที่ คุณจะได้รับการจองห้องพักจากกลุ่มเป้าหมายในทันที

ทั้งนี้ Keyword ในแต่ละบทความ ควรมีไม่เกิน 2 คำ และมีการกำหนดตำแหน่งกระจายทั่วไปในหน้าเว็บไซต์ เพื่อไม่ให้ระบบ Algorithm ของ Search Engine วิเคราะห์ว่าเป็นบทความขยะหรือสแปม ที่จะทำให้ถูกลดอันดับ SEO ในการสืบค้นลงไปได้ ผู้ที่ต้องการประสบความสำเร็จในธุรกิจออนไลน์ปี 2019 ต้องใส่ใจเลือก Keyword SEO ให้เป็น จึงจะเห็นหนทางรวย

Keyword SEO เลือกให้เป็น เห็นทางรวย

สิ่งที่ต้องรู้ก่อนตัดสินใจทำ SEO สำหรับเว็บไซต์ออนไลน์ 2019

การทำ SEO เป็นเทคนิคการตลาดที่นิยมมากในปัจจุบัน เนื่องจากมีข้อดีคือประหยัดไม่ต้องเสียค่าโฆษณาให้ Search Engine อย่าง Yahoo Bing หรือ Google และยังทำให้มียอดขายในระยะยาวดีขึ้น แต่ก็มีข้อจำกัดด้วยหลักการของการทำ SEO ที่นักพัฒนาเว็บไซต์หรือเจ้าของแบรนด์สินค้าต่าง ๆ ควรทำความเข้าใจ เพื่อจะได้ตั้งเป้าหมายอย่างเหมาะสม ดังนี้

SEO หรือ Search Engine Optimization ประกอบด้วย On-page SEO เช่น การใส่คีย์เวิร์ดที่ตรงกับการค้นหาของกลุ่มเป้าหมายในเพจ การปรับโครงสร้างเว็บไซต์ให้ใช้งานง่าย การเชื่อมโยงลิงก์หรือ Off-page SEO กับเว็บไซต์ภายนอก ซึ่งต้องใช้เวลาในการเรียนรู้และต้องทำอย่างสม่ำเสมอ จึงจะเห็นผลทั้งยอดขายและจำนวนลูกค้า

ข้อดีของการทำ SEO คือ

1. ทำให้ไม่ต้องตั้งงบประมาณสำหรับการจ้างทำโฆษณา ที่มีค่าใช้จ่าย 5-6 หลักต่อโครงการ

2. ไม่ต้องกังวลว่าจะมีการคิดค่าใช้จ่ายจาก Bing, Yahoo หรือ Google เนื่องจากผลอันดับ SEO ขึ้นกับความสามารถและความสม่ำเสมอของนักพัฒนาเว็บไซต์โดยตรง ต่างจากการเช่าพื้นที่โฆษณา ที่ต้องจ่ายแบบ PPC หรือ Pay per click

3. ไม่ถูกบริษัทคู่แข่งยักษ์ใหญ่ยึดครองพื้นที่ อันดับต้น ๆ ในหน้าต่างสืบค้นได้ เนื่องจากเป็นการสะสมข้อมูล ให้ระบบ AI ทำการวิเคราะห์และแสดงผลการสืบค้นแตกต่างกันไปตามการอัพเดทเว็บไซต์ทุกครั้ง ไม่สามารถที่จะล็อกหรือผูกขาดตำแหน่งในการนำเสนอได้

อย่างไรก็ตาม เมื่อเห็นข้อดีของการทำ SEO แล้วยังมีข้อจำกัดของการทำ SEO ที่ควรทราบ คือ

1. ต้องใช้ระยะเวลาในการสะสมข้อมูล เพื่อให้บทความมีคุณภาพ การเลือก keyword ที่เหมาะสมกับกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย เช่น เป็นวลียาว หรือ Long-tailed Keyword จะทำให้มีโอกาสถูกสืบค้นเจอได้มากขึ้นตามจำนวนบทความที่ผลิตมากขึ้นด้วย โดยระยะเวลาในการเห็นผล SEO จะอยู่ที่ 6 เดือนหรือ 1 ปีขึ้นไป ทั้งด้านยอดขายและลูกค้าเก่าและใหม่

2. ไม่สามารถที่จะหยุดนิ่งการพัฒนาเว็บไซต์ได้เพราะจะมีผลต่ออันดับ SEO ทันที ตัวอย่างเช่น บริษัท A และ B ขายเครื่องกรองน้ำเช่นเดียวกัน แต่บริษัท A หยุดการผลิตบทความที่มีคุณภาพไปหลายเดือน เมื่อเทียบกับคู่แข่ง คือ บริษัท B ที่โพสต์บทความใหม่ ๆ สม่ำเสมอ อันดับ SEO ของบริษัท A ย่อมต่ำกว่า บริษัท B

3. หากคุณไม่มีเวลาที่จะทำ SEO ด้วยตัวเอง ก็จำเป็นต้องจ้างบริษัทที่มีความสามารถในการผลิตบทความ SEO หรือจ้างผู้บริหารเว็บไซต์ เพื่อการดูแลโดยภาพรวม ซึ่งจะมีค่าใช้จ่ายเป็นค่าจ้างรายเดือนหรือตามสัญญา

จะเห็นได้ว่า การทำ SEO มีทั้งข้อดีและข้อจำกัดที่ควรต้องศึกษา หากต้องการผลลัพธ์รวดเร็ว ควรทำการประชาสัมพันธ์เว็บไซต์ด้วยวิธีอื่นร่วมด้วย เช่น SEM หรือ Search Engine Marketing หรือการโปรโมทผ่านทางสื่อโซเชียลอื่น ๆ เช่น Facebook หรือ Instagram ที่ตรงกับกลุ่มเป้าหมาย แต่ก็ต้องมีการวางแผนอย่างเหมาะสมเช่นเดียวกัน

ข้อดีของการทำ SEO

เจ้าของกิจการ ควรเรียนรู้ SEO ด้วยตนเองหรือไม่

แน่นอนว่าเจ้าของกิจการ จะต้องมีส่วนร่วมในกระบวนการ SEO ตั้งแต่แรกเริ่ม เนื่องจากต้องเป็นผู้ให้นโยบายการตลาด การวางแผนการประชาสัมพันธ์และส่งเสริมการตลาดสร้างยอดขายธุรกิจ หากเป็นกิจการขนาดเล็กและเจ้าของกิจการมีเวลาศึกษา อาจจะลองเริ่มทำ SEO อย่างง่ายด้วยตนเอง ทั้งแบบที่เรียกว่าออนเพจและออฟเพจ โดยอาศัยหลักธรรมชาติของการค้นหาของคนเราว่า คนเรามักจะค้นหาสินค้าและบริการด้วยคีย์เวิร์ดอะไร แล้วจึงนำเสนอแบบตรงไปตรงมาโดยไม่ได้ใช้เทคนิคการสร้างเครือข่ายและแบ็กลิงก์ที่ซับซ้อน ในขั้นตอนนี้เจ้าของกิจการจะต้องศึกษาระบบของเว็บไซต์ไปด้วยเพื่อให้รู้จุดที่ต้องการแก้ไข ระหว่างการทำเองก็จะเป็นการเสริมสร้างความรู้ไปในตัว

ในทางตรงกันข้าม ถ้าเป็นกิจการขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ เจ้าของกิจการน่าจะต้องทุ่มเทเวลาและความคิดออกไปหลายด้าน ทั้งการบริหารคน บริหารเวลา บริหารเงินทุน การจัดการเกี่ยวกับกลยุทธ์และนโยบายต่าง ๆ หากเป็นกรณีนี้ ขอแนะนำให้จ้างผู้ให้บริการ SEO แบบมืออาชีพจะดีกว่า โดยจะเป็นการวางแผนและนำเสนอโครงการให้กับเจ้าของกิจการได้พิจารณา ซึ่งจะมีข้อดีตรงที่สามารถหาผู้บริการ SEO ที่มีคุณภาพได้ โดยเปรียบเทียบจากผลงานที่ผ่านมา ความน่าเชื่อถือ และความโปร่งใสในขั้นตอนการดำเนินการ

ทั้งนี้ เจ้าของกิจการควรจะรู้ศัพท์เทคนิคต่าง ๆ และขั้นตอนตามลำดับของกระบวนการทำ SEO เพื่อให้เข้าใจว่าผู้ให้บริการ SEO กำลังจะดำเนินการอะไรบ้าง ซึ่งไม่ยากในการเรียนรู้แน่นอน โดยมีข้อควรรู้ดังนี้

เว็บไซต์ คือสื่อกลางที่จะนำเสนอสินค้าและบริการไปยังผู้ใช้อินเทอร์เน็ตทั่วโลก

โดเมนเนม ต้องจดโดยชื่อเจ้าของกิจการเท่านั้น เพื่อถือครองสิทธิ์ที่อาจมีมูลค่ามหาศาลในอนาคต ไม่ควรวางใจให้ใช้ชื่อผู้อื่นจดแทน

เว็บโฮสติ้ง คือที่อยู่ของเว็บไซต์ที่ต้องเช่าเป็นรายเดือนหรือรายปี เพื่อเก็บข้อมูลไฟล์พื้นฐานของเว็บไซต์และป้อนข้อมูลกลับเข้าสู่บราวเซอร์ของผู้ใช้อินเทอร์เน็ต
ออนเพจ SEO คือการปรับแต่งค่าต่าง ๆ ที่มองเห็นได้ภายในเว็บไซต์ เช่น ชื่อเว็บไซต์ ชื่อของเพจหน้าต่าง ๆ ภายในเว็บไซต์ คำบรรยายอย่างย่อของแต่ละหน้า การตั้งชื่อรูปภาพและคำอธิบาย (ALT) ของรูปภาพ การวางโครงสร้างผังของเว็บไซต์ การรองรับอุปกรณ์เคลื่อนที่สมาร์ทโฟน และความรวดเร็วในการโหลดหน้าเว็บไซต์

ออฟเพจ SEO คือกระบวนการสร้างความน่าเชื่อถือให้กับเว็บไซต์ โดยมีแหล่งอ้างอิงจากภายนอก เช่น นิตยสาร สื่อสิ่งพิมพ์ ทีวี เว็บไซต์อื่น ๆ เว็บโซเชียลมีเดียต่าง ๆ ในการอ้างอิงและให้เครดิตเชื่อมลิงก์กลับมายังเว็บไซต์หลักของธุรกิจ

คีย์เวิร์ด คือคำที่ต้องใช้ให้ปรากฏในเว็บไซต์ เป็นคำที่ผู้ใช้อินเทอร์เน็ตมักใช้ค้นหาเกี่ยวกับสินค้าและบริการ อาจเป็นคำภาษาไทยหรือต่างประเทศ อาจจะเป็นชื่อสินค้า หรือรวมถึงสถานที่จัดจำหน่ายสินค้าก็ได้ คีย์เวิร์ดจะเป็นตัวกำหนดความยากง่ายและราคาค่าบริการทำ SEO ด้วย

นี่เป็นเพียงข้อมูลเบื้องต้นเท่านั้น แต่ระหว่างที่ศึกษา เจ้าของกิจการก็จะได้ทราบในรายละเอียดเพิ่มเติมประกอบกันไปด้วย เช่น ข้อห้าม การทำ SEO หรือ ได้ศึกษาตัวอย่างจากธุรกิจที่เป็นคู่แข่งกัน หากเจ้าของกิจการทราบดีถึงนิยาม หลักการ และความหมายของกระบวนการต่าง ๆ ของการทำ SEO แล้ว ก็จะสามารถดูแลและให้ข้อแนะนำกับผู้ให้บริการ SEO ได้ตรงจุด อีกทั้งยังไม่ถูกหลอกหรือปิดบังจากผู้ให้บริการ SEO ด้วย

เจ้าของกิจการควรจะรู้ศัพท์เทคนิคต่างๆ

ทำ SEO อย่างไรให้ตอบโจทย์ผู้บริโภค

ก่อนอื่นต้องเข้าใจก่อนว่าจริง ๆ แล้วผู้บริโภคไม่ได้ต้องการผลิตภัณฑ์หรือบริการของเราไปเสียทุกคน เพราะแต่ละคนจะมีความต้องการเป็นของตัวเอง จึงเป็นไปไม่ได้เลยที่จะเหมารวมว่าทุกคนน่าจะซื้อสินค้าหรือบริการของเรา เพราะหากเจาะลึกลงไปในเชิงของการตลาดแล้ว พฤติกรรมของผู้บริโภคจะถี่ยิบย่อยจนเราไม่อาจจะกำหนดกฎเกณฑ์อะไรได้เลย สิ่งที่พอจะทำได้และควรทำสำหรับผู้ประกอบการคือ นำเสนอสิ่งที่คิดว่าจะต้องตอบโจทย์ ‘กลุ่มเป้าหมาย’ เท่านั้น เพียงแค่เฉพาะกลุ่มนี้เท่านั้นที่จะทำให้ธุรกิจของเราเจริญเติบโตขึ้นได้

อยากให้คนสนใจธุรกิจ ต้องทำอย่างไร ?

แต่เราจะนำเสนออย่างไร ให้ตรงกับกลุ่มเป้าหมายให้ได้มากที่สุดล่ะ ? จะนำเสนออย่างไรให้เขาสนใจในธุรกิจของเรา ? ดังนั้นการทำ SEO จึงเข้ามามีบทบทที่จะสามารถตอบปัญหาเหล่านี้ได้ เพราะการทำ SEO คือการสร้าง Content คุณภาพ นำเสนอข้อมูลให้ตรงกับความต้องการของกลุ่มเป้าหมาย โดยการอาศัย Keyword ใน Search Engine ดัง ๆ อย่าง Google เป็นตัวช่วยให้มั่นใจได้ว่าสิ่งที่เราต้องการจะนำเสนอนั้น กลุ่มเป้าหมายของเราจะเห็นมากที่สุด ถึงตรงนี้จะเห็นได้ว่าการทำ SEO สามารถเจาะกลุ่มตลาดได้อย่างตรงเป้าหมายอีกทั้งยังครอบคลุมได้อย่างทั่วถึงอีกด้วย แล้วทีนี้คำถามต่อมาก็คือ ถ้ากลุ่มเป้าหมายเห็น Content ของเราแล้วเขาจะสนใจหรือไม่ ? ตรงจุดนี้การทำ SEO นอกจากจะนำเสนอในเรื่องของผลิตภัณฑ์หรือบริการแล้ว ยังนำเสนอข้อมูลดี ๆ ให้กับกลุ่มเป้าหมายด้วย ไม่ใช่เน้นเพียงการขายอย่างเดียว แต่เป็นการให้ข้อมูลที่คิดว่าจะเป็นประโยชน์ต่อลูกค้าเราได้ จึงไม่แปลกเลยถ้ากลุ่มเป้าหมายจะติดตามเว็บไซต์ของเราเพื่อติดตามข้อมูลดี ๆ วิธีการนี้เป็นการรักษาฐานลูกค้าเก่าได้อย่างเหนียวแน่นและยังเป็นการขยายฐานลูกค้าที่จะมีขึ้นในอนาคตอีกด้วย เพราะหัวใจหลักของการทำ SEO ก็คือเพื่อนำเสนอ Content ให้ตรงกลุ่มเป้าหมายที่สุดและจำนวนมากที่สุดนั่นเอง

อยากให้คนสนใจธุรกิจ ต้องทำอย่างไร

การทำ SEO ให้ตอบโจทย์ผู้บริโภคที่ดีนั้น จะต้องไม่ยึดติดกับสิ่งที่เราต้องการนำเสนอเท่านั้น แต่จะต้องคิดในมุมมองของผู้บริโภคด้วยว่าเขาต้องการอะไร เราจึงคิดทำ Content คุณภาพเพื่อให้ข้อมูลเหล่านั้นแก่กลุ่มเป้าหมาย วิธีนี้จะทำให้ดูน่าเชื่อถือเพราะเรามีข้อมูลที่ดี ที่สามารถตอบทุกคำถามคาใจของลูกค้าได้ จึงเป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้ลูกค้ามั่นใจว่าเขาจะได้รับสินค้าหรือบริการจากเราอย่างดีที่สุดเท่าที่จะหาได้ในท้องตลาดนี้แล้ว แต่อย่างไรก็ตามอย่าลืมว่าสิ่งที่เราจะนำเสนอ ต้องเป็นความจริงเท่านั้น ไม่โอ้อวดสรรพคุณเกินไป เพราะก่อนที่ผู้บริโภคจะเลือกซื้อสินค้าหรือบริการใดย่อมมีการเปรียบเทียบ ค้นหาข้อมูลความเป็นจริง หากพบว่ามีการโฆษณาเกินจริง จะทำให้ขาดความน่าเชื่อถือไปโดยปริยาย

อยากสร้างภาพลักษณ์แบรนด์ให้ทันสมัยด้วย SEO ทำได้อย่างไรบ้างการตลาดออนไลน์ควรเน้นที่ความทันสมัยและเข้าถึงไลฟ์สไตล์ของลูกค้า หากคุณเปิดเว็บไซต์มานานและใช้การตลาดแบบเก่า เช่น การติดแบนเนอร์ การจ้างโฆษณา ฯลฯ ซึ่งมีค่าใช้จ่ายสูง แล้วต้องการที่จะสร้างภาพลักษณ์แบบใหม่แบบประหยัด การทำ SEO ย่อมช่วยทำให้เว็บไซต์ของคุณมีการเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจน และทำให้มีลูกค้าใหม่และลูกค้าประจำที่เพิ่มขึ้น ส่งผลให้มียอดขายกลับมาดียิ่งกว่าเดิมได้

เทคนิคการทำ SEO หรือ Search Engine Optimization จะเป็นประโยชน์ในการสร้างภาพลักษณ์ใหม่ของแบรนด์คุณได้ดังต่อไปนี้

1. การปรับรูปแบบของเว็บไซต์ให้ใช้งานได้ง่ายทั้งผ่านจอคอมพิวเตอร์แบบตั้งโต๊ะ โทรศัพท์ แท็บเล็ต ฯลฯ เพื่อให้เข้ากับไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ที่นิยมใช้เทคโนโลยีแบบพกพาตลอดเวลา คุณจะมีโอกาสได้รับออเดอร์มากขึ้นตลอด 24 ชั่วโมง

2. เลือกสีสันสำหรับธีมของเว็บไซต์ไม่ให้เกิน 2-3 สี ที่สื่อถึงตัวสินค้าได้ดีที่สุด ควรเป็นโทนสีที่เรียบง่าย แต่ดูหรูและเป็นมืออาชีพจะช่วยได้รับความสนใจจากกลุ่มลูกค้ามากขึ้น ซึ่งการที่มีระยะเวลาในการชมหน้าจอมากขึ้น รวมถึงสร้างความรู้สึกอยากกลับเข้ามาค้นหาข้อมูลในเว็บไซต์อีกเรื่อย ๆ โดยรวมจึงส่งผลต่อค่าทางเทคนิคที่ระบบอัลกอริทึมของ Search Engine ใช้ในการวิเคราะห์และจัดอันดับของเว็บไซต์ด้วย

3. มีการผลิตคลิปวิดีโอสาธิตการใช้สินค้าหรือการรีวิวประสบการณ์ของผู้ใช้งานสินค้าตัวจริง จะทำให้ได้รับความสนใจและมีความน่าเชื่อถือมากยิ่งขึ้น

4. มี Chatbot เป็นเครื่องมือในการตอบคำถามลูกค้าได้อย่างรวดเร็วและถูกต้อง ซึ่งเป็นหนึ่งวิธีในการสร้างภาพลักษณ์ใหม่ที่ทันสมัยให้แก่เว็บไซต์ SEO ยุคใหม่

5. การเชื่อมโยงลิงก์ภายนอกกับเว็บไซต์ทางธุรกิจของคุณ โดยการไปตอบคำถามในโลกออนไลน์ทางห้องแชทต่าง ๆ หรือ สังคมพันทิปที่มักมีผู้ที่กำลังประสบปัญหาจากการใช้สินค้าและบริการบางประเภทอยู่เสมอ หากตรงกับสินค้าที่คุณจำหน่ายอยู่ คุณอาจร่วมสนทนาเพื่อเสนอแนะวิธีการแก้ปัญหา พร้อมกับแนะนำสินค้าที่คุณจำหน่ายและให้โพสต์ลิงก์เชื่อมต่อมายังเว็บไซต์ของคุณไว้ก็ได้

เทคนิคการทำ SEO

ขณะเดียวกัน คุณควรแลกเปลี่ยนลิงก์กับผู้ผลิตหรือจัดจำหน่ายสินค้าที่ส่งเสริมการขายซึ่งกันและกันได้ เช่น สินค้ากลุ่มแม่และเด็ก เหมาะกับผู้ที่ขายของเล่น นมเด็ก เสื้อผ้า รองเท้า รถเข็นเด็ก ฯลฯ หรือคุณอาจสร้างเพจใน Facebook เพื่อเป็นที่รวมของกลุ่มผู้ค้าและผู้ที่สนใจสินค้าหมวดนี้ก็ได้เช่นกัน

จากที่กล่าวมา เป็นวิธีการทำ SEO ที่เว็บไซต์รุ่นใหม่ใช้แล้วเห็นผล หวังว่าบทความนี้จะเป็นอีกหนึ่งช่องทางที่เป็นประโยชน์ ในการทำให้คุณเห็นแนวทางประชาสัมพันธ์เว็บไซต์แบบประหยัดต้นทุน ซึ่งคุณสามารถประยุกต์และผสมผสาน เพื่อสร้างภาพลักษณ์ของเว็บไซต์คุณให้ดีขึ้นได้

เคล็ดลับการทำ SEO ง่ายๆ สำหรับมือใหม่

ทุกวันนี้การทำ SEO หรือ Search Engine Optimization เป็นหัวใจสำคัญของการสร้างแบรนด์ให้ลูกค้าค้นพบง่ายและรวดเร็ว ช่วยให้ธุรกิจยุคใหม่เติบโตและแข่งขันอย่างมีประสิทธิภาพในโลกดิจิทัลที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยปกติเจ้าของธุรกิจสามารถว่าจ้างนักพัฒนาเว็บและนักการตลาดดิจิทัลที่มีทักษะสูงมาช่วยตรวจสอบเว็บไซต์ของคุณเพื่อส่งเสริมจุดแข็งและแก้ไขจุดด้อยเพื่อนำเสนอสินค้าหรือบริการของเว็บไซต์เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายมากขึ้น แต่ถ้าต้องการประหยัดงบประมาณ มีวิธีการทำเว็บไซต์ให้ติดอันดับหน้าแรกของ Google เหมาะสำหรับมือใหม่ มีวิธีเพิ่มอันดับด้วยเคล็ดลับง่าย ๆ 4 ข้อ ดังนี้

มือใหม่ต้องรู้ 4 เทคนิคทำอันดับ

1.จัดทำเนื้อหาและเลือกคีย์เวิร์ดให้เว็บไซต์เป็นมิตรกับ SEO

การทำ SEO เป็นกระบวนการทำให้เว็บไซต์ค้นพบง่ายขึ้น การเลือกคีย์เวิร์ดที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจควรใช้คำหลักที่สอดคล้องกับสินค้าและบริการ ใส่คำหลักลงไปในเนื้อหาบทความและบล็อก โดยเฉพาะการใส่คีย์เวิร์ดหลักในย่อหน้าแรกซึ่งจะไปแสดงบนผลการค้นหา นอกจากนั้นควรตรวจสอบความเร็วในโหลดข้อมูลว่าลูกค้าเป้าหมายค้นหาผลลัพธ์เจอเร็วแค่ไหน แม้แต่มือใหม่ก็สามารถเขียนบทความอย่างมืออาชีพได้หากเลือกคีย์เวิร์ดที่โฟกัสเกี่ยวกับธุรกิจอย่างชัดเจน และจะต้องวิเคราะห์หาไอเดียว่าตั้งชื่อบทความแบบไหนที่ดึงดูดความสนใจมากเป็นพิเศษ ส่วนคีย์เวิร์ดรองที่เกี่ยวข้องควรเลือกคำที่เจาะจงมากขึ้น

2. เขียนบล็อกให้มีประสิทธิภาพสูงสุด

การเขียนบล็อกเป็นสิ่งสำคัญสำหรับ SEO เป็นพื้นที่แสดงเนื้อหาที่สนใจบนเว็บไซต์ โดยมีปุ่มแชร์บทความผ่านสื่อสังคมออนไลน์ต่าง ๆ ได้อย่างสะดวก เช่น Twitter, ในแชทกลุ่มของเพื่อน ๆ หรือ ทางอีเมล หรือ Facebook เป็นต้น ควรอัปเดตข้อมูลเป็นประจำ อย่างน้อยสัปดาห์ละครั้งหรือเดือนละ 2 ครั้ง เพราะเนื้อหาบทความเก่า ๆ หรือไม่เป็นที่สนใจแล้วจะไม่ถูกจัดอันดับระดับท็อปเหมือนเดิมอีกแล้ว ผู้คนชอบติดตามบล็อกซึ่งสามารถลิงก์ไปหาเว็บไซต์และโซเชียลมีเดีย การจัดอันดับ SEO ชอบเนื้อหาที่มีรายละเอียดและข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับธุรกิจเพื่อใช้เป็นช่องทางโฆษณาไปยังกลุ่มเป้าหมาย หากลูกค้าชื่นชอบพอใจ ก็เท่ากับเป็นการชี้ชวนให้ตัดสินใจบริโภคสินค้าและบริการนั้นง่ายขึ้น

3. การสร้างลิงก์ไปยังบทความอื่นที่เกี่ยวข้องกันเป็นประโยชน์มาก

การทำ Backlink เป็นตัวแปรสำคัญ โดยสร้างลิงก์เชื่อมโยงกับบทความที่มีเนื้อหาสัมพันธ์กันในเว็บไซต์อื่นเพื่อให้บทความในเว็บไซต์มีความสมบูรณ์มากขึ้น ช่วยสนับสนุนให้ Google เข้าใจเนื้อหาบนเว็บไซต์มากขึ้น ควรเชื่อมโยงกับเว็บไซต์ที่มีความน่าเชื่อถือซึ่งจะสร้างความน่าเชื่อถือให้เว็บไซต์ของคุณเช่นเดียวกัน ในทางกลับกันเนื้อหาบทความอื่น ๆ จะเชื่อมโยงกลับมายังเว็บไซต์ของคุณเอง นอกจากนั้นยังมีลิงก์ภายในเพจเพื่อเชื่อมโยงเนื้อหากับโพสต์เก่าบนเว็บไซต์ด้วย ถือเป็นปัจจัยหนึ่งที่สำคัญในการทำ SEO เพื่อให้ผู้ชมเว็บไซต์ได้รับเนื้อหาครบถ้วนตามความต้องการ

4.ใช้ Pinterest สร้างแบรนด์และทำตลาดออนไลน์

คนส่วนใหญ่คิดว่า Pinterest เป็นแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย แต่ความจริงแล้วยังเป็นเสิร์ชเอ็นจินที่ใช้ประโยชน์ในการทำ SEO ได้เป็นอย่างดี การโพสต์เนื้อหา รูปภาพ และวิดีโอของสินค้าหรือบริการโปรโมทบน Pinterest ทำให้แบรนด์เข้าตาลูกค้าเป้าหมาย พร้อมกับกระตุ้นความต้องการซื้อในทันที ควรสร้าง Backlink ให้ผู้ชมย้อนกลับมายังเว็บไซต์ของคุณ ซึ่งจะทำให้การจัดอันดับ SEO เลื่อนไปอยู่อันดับแรก ๆ อีกด้วย

มือใหม่ต้องรู้ 4 เทคนิคทำอันดับ